ปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ตลอดจนปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ การใช้ชีวิตประจำวัน และพัฒนาการในระยะยาว การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเยาว์จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสามารถรับมือกับความท้าทายในโลกปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม
รองศาสตราจารย์ ดร.กันนิกา เพิ่มพูนพัฒนาอาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หนึ่งในเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพจิตเด็ก คือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือ “การบำบัดความคิดและพฤติกรรม” ซึ่งมุ่งเน้นการช่วยให้เด็กเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเอง เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่เหมาะสมและสร้างสุขภาวะทางใจที่ดีในระยะยาว ซึ่งหลักสำคัญของ CBT ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ความคิดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม หากเด็กมีรูปแบบความคิดที่บิดเบือนจากความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า Distorted Thoughts ก็อาจนำไปสู่อารมณ์ด้านลบและการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้
รองศาสตราจารย์ ดร.กันนิกา อธิบายว่า ในสถานการณ์เดียวกันแต่ละคนอาจตีความแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อส่งข้อความไปหาเพื่อนแล้วไม่ได้รับการตอบกลับ บางคนอาจคิดว่าเพื่อนกำลังยุ่ง จึงไม่เกิดความกังวลใด ๆ ขณะที่บางคนอาจตีความว่าเพื่อนไม่ชอบหรือกำลังโกรธตนเอง ส่งผลให้เกิดความเครียดหรือความไม่สบายใจ ดังนั้น CBT จึงมีความสำคัญในการเข้าไปช่วยชี้แนะให้ผู้รับบริการรับรู้เท่าทันรูปแบบความคิดที่เบี่ยงเบนหรือผิดปกติของตนเอง เพื่อสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกทางพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น การนำเทคนิค CBT มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเด็ก สามารถทำได้โดยผ่านกระบวนการพูดคุย ปรับแนวคิดและการลงมือปฏิบัติ ตามแนวทางดังนี้
1. การพูดคุยโต้แย้งความคิดอย่างเป็นระบบ ผู้บำบัดหรือผู้ปกครองสามารถชวนเด็กพูดคุย เพื่อท้าทายความคิดเชิงลบเดิม ๆ แล้วเสนอทางเลือกหรือมุมมองอื่นที่เป็นเชิงบวกและมึความเป็นไปได้ตามความจริงให้มากขึ้น
2. การย่อยกิจกรรมเพื่อสร้างความสำเร็จ ในบางสถานการณ์ที่เด็กต้องเจอกับงานหรือกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ท้าทาย และเด็กเกิดความคิดว่า "ฉันไม่มีความสามารถ ฉันทำไม่ได้แน่ ๆ" จนเลือกที่จะยอมแพ้และไม่ยอมทำอีกต่อไป เทคนิคของกิจกรรมบำบัดนี้คือ การนำงานนั้นมาแบ่งย่อยออกเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ทีละขั้นตอน เพื่อเด็กทำสำเร็จได้ในแต่ละขั้น จนเกิดความภาคภูมิใจและปรับเปลี่ยนความคิดและมุมมองที่มีต่อคุณค่าของตัวเองใหม่
3. การสะท้อนคิด ในแต่ละสัปดาห์ อาจมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันให้เด็กนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น วิธีการรับมือกับความเครียด หรือการปรับพฤติกรรมในห้องเรียน จากนั้น เมื่อครบกำหนดให้เด็กกลับมารายงานผลการกระทำที่แสดงออกไปและประเมินตัวเอง ว่าเมื่อนำไปทำจริงแล้วผลเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความเข้าใจด้วยตัวของเด็กเอง
อาจารย์ ดร. สุพัทธ แสนแจ่มใส อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวเสริมว่าในมิติเชิงจิตวิทยานั้น ปัญหาสุขภาพจิตมีแบ่งเป็นหลายระดับด้วยกัน ตั้งแต่ระดับที่ผู้ป่วยยังรู้เนื้อรู้ตัว เช่น เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ไปจนถึงโรคจิตเวชที่รุนแรง เทคนิคการทำ CBT จะช่วยจัดระเบียบชุดความคิดและเยียวยาภาวะความเจ็บปวดทางจิตใจของผู้ป่วยในกลุ่มที่ยังมีสติและรับรู้ตัวได้ดี เพื่อไม่ให้อาการแย่ลงหรือทรุดลงจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง (Major Depressive Disorder) ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้ก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีการรักษาด้วยยาควบคู่ไปด้วย
การใช้เทคนิค CBT มีข้อดีคือ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยให้ตัวผู้รับบริการเกิดความตระหนักรู้ และปรับเปลี่ยนความคิดพฤติกรรมได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปผสมผสานกับศาสตร์อื่น ๆ เช่น กิจกรรมบำบัดในการดูแลเด็กสมาธิสั้น หรือใช้ร่วมกับการรักษาทางด้านการแพทย์ แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานเช่นกัน ได้แก่
1. เรื่องของระดับสติปัญญา (IQ) เด็กที่จะใช้เทคนิคนี้ได้ผล ต้องเป็นเด็กที่โตพอสมควร และมีความสามารถในการรู้คิด (Cognition) ในระดับปกติ กลุ่มเด็กที่มีระดับสติปัญญาบกพร่องหรือ IQ ต่ำกว่า 70 เช่น เด็กดาวน์ซินโดรม จะไม่สามารถใช้เทคนิคนี้ได้ เพราะเด็กจะไม่สามารถคิดตามหรือกระตุ้นระบบการคิดเพื่อโต้แย้งเหตุผลได้
2. การยอมรับปัญหา จุดสำคัญที่สุดคือ ตัวผู้รับบริการต้อง "ยอมรับในปัญหาของตนเองก่อน" หากเด็กหรือผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าพฤติกรรมนั้นเป็นปัญหา เช่น เด็กที่มองว่าการได้เกรดศูนย์หรือไม่ส่งงานไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือไม่อยากที่จะปรับการเรียนให้ดีขึ้น กระบวนการ CBT ก็จะไม่สามารถนำมาใช้ให้ประสบผลสำเร็จได้ อย่างไรก็ดีก็สามารถนำเอาเทคนิค CBT มาประยุกต์ใช้เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่ปรับเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรม เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจเข้าสู่การบำบัดรักษาต่อไป
3. กลุ่มอาการที่รุนแรงเกินไป ในรายที่เป็นโรคจิตเวชขั้นรุนแรง เช่น โรคจิตเภทที่มีอาการหูแว่ว ภาพหลอน หรือหลงผิด หรือกลุ่มที่มีอาการโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กลุ่มอาการเหล่านี้อาจจะมีข้อจำกัดไม่ต่อการบำบัดด้วยCBT ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ภายใต้การประเมิน วินิจฉัย และการรักษาของจิตแพทย์เสียก่อน
ฉะนั้น การดูแลสุขภาวะทางใจของเด็กด้วยเทคนิค Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ถือเป็นกระบวนการที่มีคุณค่าและเห็นผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หัวใจสำคัญคือการปรับ "ความคิด" เพื่อเปลี่ยน "พฤติกรรม" ช่วยให้เด็กพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสม เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem) มีทักษะการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของการบำบัดจะเกิดขึ้นได้สูงสุดนั้น จำเป็นต้องอาศัยการประเมินที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญร่วมกัน ทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักกิจกรรมบำบัด เพื่อพิจารณาข้อจำกัดด้านวัยและระดับสติปัญญาของเด็กอย่างเหมาะสมเหนือสิ่งอื่นใด ความร่วมมือจากครอบครัวในการนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเข้าใจ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแกร่ง ทำให้เด็กเติบโตไปพร้อมกับสุขภาวะทางจิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน


