xs
xsm
sm
md
lg

มช. โชว์นวัตกรรม UAV ผสาน AI พัฒนาแผนที่ความแม่นยำสูง รับมือไฟป่า น้ำท่วม และ PM2.5 ภาคเหนือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติสำคัญของภาคเหนือ ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ ด้วยเป้าหมายสร้างระบบข้อมูลที่แม่นยำ สนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบในอนาคต 



ในการนี้ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (นานาชาติ) ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสิทธิ์ เจริญขวัญ ประธานสาขาวิชาการจัดการสมัยใหม่และเทคโนโลยีสารสนเทศ และทีมนักวิจัย ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาแผนที่และข้อมูลความสูงของพื้นที่ความแม่นยำสูงพิเศษจากภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV)” ในเวที Thailand Clean Air & Water Security Forum 2026 Episode 1 : Chiangmai – Lamphun ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยโครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาแผนที่ภูมิประเทศและข้อมูลระดับความสูงของพื้นที่ด้วยเทคโนโลยี Photogrammetry ร่วมกับ UAV ที่ใช้ระบบ GPS ความละเอียดสูง เพื่อใช้วิเคราะห์และจำลองสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ สามารถนำไปประเมินพื้นที่เสี่ยง จำลองเส้นทางการไหลของน้ำ และสนับสนุนการวางแผนโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และระบบบริหารจัดการน้ำในอนาคต โดยทีมวิจัยยังได้สาธิตการบินโดรนสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างแผนที่ความละเอียดสูงที่มีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำอย่างแม่นยำ 


นอกจากการจัดการด้านทรัพยากรน้ำแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังได้พัฒนาเทคโนโลยี UAV (โดรน) ผสานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการรับมือปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ โดยระบบดังกล่าวสามารถบินลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงและเก็บภาพถ่ายทางอากาศเพื่อนำมาใช้ฝึก AI ให้เรียนรู้และจำแนกเหตุการณ์ ทำให้สามารถระบุจุดกำเนิดไฟและควันได้อย่างแม่นยำ พร้อมแจ้งเตือนพิกัดจุดเกิดเหตุผ่านระบบ GPS แบบเรียลไทม์ โดรนที่พัฒนาขึ้นสามารถบินได้ไกลกว่า 60 กิโลเมตร และบินสำรวจในระดับต่ำเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก สร้างแผนที่ไฟป่าความละเอียดสูงพร้อมภาพถ่ายจริง ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 


จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการออกแบบให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ โดยมีต้นทุนต่อระบบไม่เกินหนึ่งล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าระบบระดับอุตสาหกรรมที่มีราคาหลายล้านบาท ทำให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ในด้านการประมวลผล ระบบจะใช้การถ่ายภาพนิ่งจากโดรนแล้วนำมาประกอบเป็นแผนที่ผืนใหญ่ ก่อนใช้ AI วิเคราะห์และสกัดพิกัด Hotspot พร้อมภาพจุดเกิดเหตุโดยอัตโนมัติ ข้อมูลดังกล่าวสามารถจัดทำเป็นรายงานรายวันหรือรายชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยาน ทีมดับไฟป่าชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม โดยประชาชนสามารถนำโดรนของตนเองไปเก็บข้อมูลตามรูปแบบที่กำหนดและอัปโหลดเข้าสู่ระบบ เพื่อร่วมกันสร้างฐานข้อมูลแผนที่ไฟป่าที่ครอบคลุมและทันต่อสถานการณ์

ในอนาคต เทคโนโลยี UAV และระบบ AI ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีศักยภาพต่อยอดสู่การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติแบบบูรณาการ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การเฝ้าระวังไฟป่า และการติดตามคุณภาพอากาศ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของสังคม และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน