ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงผลการศึกษาสุขภาพประชาชนไทยหลังการระบาดโควิด-19 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,177 คน พบความผิดปกติด้านภูมิคุ้มกัน ระบบหัวใจ และสมองจำนวนหนึ่ง พร้อมเดินหน้าวิจัยสมุนไพรไทยและโรคอุบัติใหม่ในอนาคต
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมแถลงผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ณ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน บ้านพระอาทิตย์ โดยเป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างประชากรไทย 1,177 คน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพหลังสถานการณ์โรคระบาด
การศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ต้องการศึกษาผลกระทบของโรคโควิด-19 รวมถึงแนวทางการป้องกันและรับมือโรคอุบัติใหม่ในอนาคต เช่น ไวรัสโคโรนา ไวรัสนิปาห์ ฝีดาษลิง และไข้หวัดนก โดยมอบหมายให้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข ภายใต้การนำของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก นำโดย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ดำเนินการศึกษาและวิจัยตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา
คณะผู้วิจัยระบุว่า จากการตรวจเลือดในกลุ่มตัวอย่าง 1,177 คน และการสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI จำนวน 1,070 คน ในปี 2568 พบข้อสังเกตสำคัญว่า เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีค่าตรวจเลือดที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติในหลายระบบของร่างกาย เช่น ภาวะอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบหัวใจ และระบบเผาผลาญ
ขณะเดียวกัน ผลการสแกนสมองพบความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยในสมอง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะสมองเสื่อมในอนาคต โดยพบในอาสาสมัครมากกว่าหนึ่งในสาม นอกจากนี้ยังพบภาวะสมองฝ่อในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ในอัตราประมาณ 4.9% แม้ผู้เข้าร่วมการศึกษาจะยังไม่แสดงอาการทางคลินิกก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการขึ้นทะเบียนงานวิจัยในต่างประเทศ และยังต้องมีการศึกษาต่อในกลุ่มประชากรเชื้อชาติอื่น เพื่อยืนยันผลและพัฒนาเครื่องมือทำนายความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชากรในระดับสากล
นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังเปิดเผยว่า กำลังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 กับการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลการใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการรักษามะเร็งจากผู้ป่วยจริงมากกว่า 5,000 ราย โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของสูตรตำรับสมุนไพร
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาศักยภาพของสมุนไพรไทยต่อการยับยั้งไวรัสหลายชนิด เช่น ไข้หวัดนก RSV ฝีดาษลิง และโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาสมุนไพรสำคัญ เช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร รวมถึงตำรับยาไทยดั้งเดิมหลายชนิด
เบื้องต้นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า สมุนไพรบางตำรับมีศักยภาพในการยับยั้งไวรัสนิปาห์ได้ ซึ่งคณะวิจัยระบุว่าจะมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมก่อนเผยแพร่ผลอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตระบุว่าการวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการพึ่งพาตนเองของประเทศไทยในการรับมือกับโรคระบาดในอนาคต.
แถลงการณ์ร่วมครั้งที่ 1/2569
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569
มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
ณ บ้านพระอาทิตย์
เรื่อง การค้นพบครั้งสำคัญของกลุ่มตัวอย่างประชากรไทย 1,177 คน หลังจากโรคระบาด โควิด-19 ครั้งแรก สุขภาพคนไทยเปลี่ยนไปหรือไม่?
เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตได้เห็นความสำคัญในเรื่องผลกระทบรอบด้านของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงได้มีนโยบายให้ศึกษาเพื่อแสวงหาความจริงเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพ การรักษา และการป้องกันจากโรคโควิด-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่หลายชนิดในอนาคตที่อาจจะเกิดจากโคโรนาไวรัส ไวรัสนิปาห์ โรคฝีดาษลิง ไข้หวัดนก ฯลฯ ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถตัดต่อพันธุกรรมและพัฒนาในห้องแลปให้ร้ายแรงขึ้นโดยมนุษย์ได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นจริงมาแล้วกับโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในสถาณการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและความมั่งคั่งจากประเทศต่างๆเพื่อค้ำจุนระบบสกุลเงินบางประเทศ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องหาแนวทางในการพึ่งพาตนเองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้อย่างเร็วที่สุด จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ฯ และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก โดยอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดี ทำการศึกษาและวิจัย เพื่อแสวงหาความจริง แนวทางแก้ไขปัญหา แนวทางป้องกัน แนวทางการรักษาในเรื่องโรคอุบัติใหม่ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุขและวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากได้ทำการศึกษาแล้วเห็นว่า จำเป็นต้องแถลงให้พี่น้องประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง อันสำคัญยิ่ง 4 ประการดังนี้
ประการแรก ได้ปรากฏหลักฐานสำคัญจากรายงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และงานวิจัยของนานาประเทศหลายฉบับ รวมถึงงานวิจัยระดับชาติดังรายละเอียดว่า “มีการปกปิดข้อมูลการกำเนิดไวรัสโควิด-19 ที่สร้างขึ้นในห้องแล็บ
รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์อื่นๆ ให้รุนแรงขึ้น เช่น ไวรัสนิปาห์ อีกทั้งยังมีการปกปิดผลกระทบของวัคซีน เช่น การเกิดหัวใจอักเสบ สมองเสื่อม มะเร็งเพิ่มสูงขึ้น ฯลฯ” ดังนี้
1.รายงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชื่อ “Lab Leak” เมื่อพฤษภาคม2568 รวมถึงเอกสารวิดีโอคลิปการอภิปราย การรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา พบความจริงที่สำคัญว่าไวรัสและวัคซีนโควิด mRNA เตรียมการสร้างขึ้นก่อนการเกิดโรคระบาด และไวรัสหลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการ การปกปิดข้อมูลการกำเนิดและพัฒนาไวรัสต่างๆในห้องแล็บ ให้มีความรุนแรงขึ้นร่วมกับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีโดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา หลังฐานดังกล่าวได้ถูกนำเสนอและให้ข้อมูลโดย นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกาต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (รายละเอียดปรากฏตามการอ้างอิง [1-4])
2. เว็บไซด์ทำเนียบขาวรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ว่ามีการปกปิดอันตรายของวัคซีน เช่น เกิดหัวใจอักเสบ ตายกะทันหัน ลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจวายและอื่นๆ (รายละเอียดปรากฏตามการอ้างอิง[5-7])
3.รายงานจากประเทศเกาหลีใต้ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ระหว่างประเทศ QJM: An International Journal of Medicine เมื่อตุลาคม 2567 จากการสำรวจประชากรกว่า4 ล้านคน พบอุบัติการสมองเสื่อม เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างประชาชนที่ได้รับวัคซีนแบบm RNA 2 เข็ม กับคนที่ไม่ได้รับวัคซีน 3 เดือนแรก ประชาชนที่ได้รับวัคซีน มีความบกพร่องทางการรู้เล็กน้อย (Mild cognitive impairment – MCI) และวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 20% (รายละเอียดปรากฏตามการอ้างอิง [8])
4.รายงานจากวารสารโรคมะเร็ง Oncotarget เมื่อมกราคม 2569 พบความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีน mRNA กับการเกิดมะเร็งชนิดจำเพาะ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งร้ายแรงชนิดหายากซาร์โคมา และมะเร็งที่เกิดขึ้นกับหลายอวัยวะ ทั้งนี้โอกาสในการรอดชีวิตจะน้อยลงเมื่อจำนวนเข็มวัคซีนที่ฉีดมากขึ้น (รายละเอียดปรากฏตามการอ้างอิง [9])
ประการที่สอง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิต ในการสำรวจภาวะสุขภาพหลังจากโรคระบาดโควิด-19 ได้ยุติลง ด้วยการตรวจเลือด 1,177 คนและตรวจสแกนสมองด้วย MRI 1,070 คน เมื่อปี 2568 พบเรื่องสำคัญว่า “ครึ่งหนึ่งของผลเลือดในกลุ่มประชากรมีความผิดปกติในหลายระบบ รวมถึงการอักเสบ ภูมิคุ้มกัน หัวใจ และสมอง ในขณะที่ผลตรวจสแกนสมองพบความผิดปกติของเส้นเลือดและสมอง แม้ว่าจะยังไม่มีอาการก็ตาม” ดังนี้
1. ผลการตรวจสแกนสมองด้วย MRI พบความผิดปกติของเส้นเลือดฝอย ที่บ่งชี้ถึงการเพิ่มความเสี่ยงของเส้นเลือดตีบหรือแตก และสมองเสื่อม มากกว่า หนึ่งในสาม ของอาสาสมัคร และพบภาวะสมองฝ่อในตำแหน่งที่พบได้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เกือบ 4.9% แม้ว่าอาสาสมัครดังกล่าวจะยังไม่มีอาการก็ตาม โดยเฉพาะความผิดปกตินี้กลับพบได้แม้ในกลุ่มอายุ 40-60 ปีประมาณ 2.9% ทั้งๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้น อีกทั้งยังพบการอักเสบของโพรงไซนัส 31% ซึ่งส่งผลทำให้มีความเสี่ยงของการติดเชื้อในกระแสเลือดและในสมอง
2.ผลการตรวจเลือดพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง มีความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความผิดปกติทางระบบการเผาผลาญ เมตาบอลิซึม การกระตุ้นภูมิคุ้มมากเกินไปจนเกิดการอักเสบและถึงขั้นอักเสบรุนแรง รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจเลือดคนไทย 1,177 ราย และสแกนสมอง 1,070 รายตามโครงการดังกล่าวนี้ อยู่ในระหว่างการขึ้นทะเบียนที่ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรเชื้อชาติอื่น ซึ่งหากผลการศึกษาได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว จะสามารถนำมาทำนายความเสี่ยงระบบสุขภาพทั้งหมดรวมทั้งสมองของประชากรทั่วโลกได้อันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ
ประการที่สาม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต กำลังวิจัยโรคมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้นอันอาจเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโควิด-19 และวัคซีนโควิด-19 โดยจากการลงสำรวจในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยที่มีภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในการใช้รักษาโรคมะเร็งขณะนี้ พบว่ามีการใช้ในผู้ป่วยและเก็บข้อมูลจริงแล้วจำนวนมากกว่า 5,000 คน และมีประสิทธิภาพต่อการรักษามะเร็งหลายชนิด โดยการประเมินด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทั้งนี้ สมุนไพรแต่ละตัวในสูตรตำรับมีประสิทธิภาพเจาะจงต่อมะเร็งชนิดจำเพาะ ดังนั้นจึงเป็นข้ออธิบายว่าสูตรตำรับยาไทยบางตำรับ อาจสามารถใช้ครอบคลุมได้กับโรคมะเร็งที่เกิดกับหลายอวัยวะ อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดความชัดเจนในเรื่องของการวิจัยแล้ว ทางมหาวิทยาลัยรังสิตจะแจ้งให้แก่พี่น้องประชาชนได้รับทราบความจริงนี้ต่อไป
ประการที่สี่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงนามร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับศักยภาพและประสิทธิภาพของสมุนไพรและตำรับยาไทยต่อการยับยั้งโรคอุบัติใหม่ในไวรัสหลายชนิด เช่น ไข้หวัดนก RSV ฝีดาษลิง โควิด-19 (สายพันธุ์ล่าสุด) ซึ่งเป็นไวรัสที่ได้มีการนำกลับมาพัฒนาในห้องแล็บแล้วในต่างประเทศ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอุบัติใหม่ในอนาคต โดยปัจจุบันกำลังวิจัยในสมุนไพร ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ตำรับยาห้าราก ตำรับยาเขียว ตำรับยาขาว ฯลฯ โดยในเบื้องต้นเป็นที่น่ายินดีว่าระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ตำรับสมุนไพรบางตำรับว่ามีศักยภาพในการยับยั้งไวรัสนิปาห์ได้
ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ามหาวิทยาลัยรังสิตเป็นอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกันและฝ่าวิกฤตโรคระบาดในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางยาและสุขภาพของประเทศชาติ


