xs
xsm
sm
md
lg

บวส.1 ชง “บิ๊กแจ๊ส” ดัน “รังสิตโมเดล” ยกระดับปทุมธานีสร้างนวตกรรมวัฒนธรรมชุมชนรังสิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บวส. รุ่นที่ 1 เสนอ “มิติการขับเคลื่อนพื้นที่” ยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่การสร้างชาติอย่างยั่งยืน บูรณาการ 4 มิติ พลิกท้องถิ่นเป็น “หน่วยยุทธศาสตร์ของชาติ” เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ-สังคมจากทุนวัฒนธรรม พร้อมส่งมอบ “รังสิตโมเดล” ถึงมือนายกอบจ.ปทุมธานี ปูทางสู่เมืองนวตกรรมวัฒนธรรม
 


ในการสัมมนาวิชาการ “นโยบายสาธารณะเพื่อการบริหารจัดการทุนวัฒนธรรม : กลไกการสร้างชาติในศตวรรษที่ 21” จัดโดยมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของชาติ ด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ หรือ บวส. รุ่นที่ 1 โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา

คณะนักศึกษาบวส.รุ่นที่ 1 นำเสนอแนวคิดเชิงนโยบายใน “มิติการขับเคลื่อนพื้นที่ (Area-Based Level)” โดยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาทุนวัฒนธรรมของไทยต้องเริ่มต้นจาก “พื้นที่” เพื่อเชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมของท้องถิ่นกับการพัฒนาระดับประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างของการจัดการทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ซึ่งขาดระบบที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่น ทุนวัฒนธรรมขาดการจัดระเบียบฐานข้อมูลที่พร้อมนำไปใช้กำหนดนโยบาย อีกทั้งการดำเนินงานในพื้นที่มักเป็นโครงการระยะสั้นหรือกิจกรรมเทศกาล (Event-based) ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการ พลังการขับเคลื่อนก็หยุดลงทันที และการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ยังมีลักษณะแยกส่วน ต่างคนต่างทำ ส่งผลให้ข้อมูลและทรัพยากรกระจัดกระจาย ไม่สามารถเชื่อมโยงสู่ภาพรวมระดับประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเร่งปรับแนวคิดการพัฒนาวัฒนธรรมจากการดำเนินงานแบบโครงการไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศทางวัฒนธรรม” (Cultural Ecosystem) ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืนในระดับพื้นที่ โดยมีเป้าหมายทำให้ “พื้นที่” เป็นหน่วยยุทธศาสตร์ของชาติ ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเชื่อมโยงข้อมูล กฎหมาย กระบวนการบริหาร และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้การพัฒนาวัฒนธรรมมีลักษณะ “มีชีวิต” และปรับตัวได้ตามบริบทของพื้นที่

 


ทั้งนี้ในมิติแรกเน้นการพัฒนานโยบายแบบ Data-Driven Policy หรือ “นโยบายที่ตัดสินใจบนฐานข้อมูล” โดยยกกรณีศึกษาเมืองเก่าสงขลา ที่เสนอให้สร้างฐานข้อมูลและความเข้าใจพื้นที่ ทั้งการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านโบราณคดี สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างละเอียด เพื่อจัดทำแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping) สร้างระบบทะเบียนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบฐานข้อมูลดิจิทัล (GIS Database) เพื่อบันทึกข้อมูลอาคารและคุณค่าของพื้นที่ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลวัฒนธรรม (Cultural Mapping Data Center) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลกลางและศูนย์กำกับดูแลข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ การประกาศคุณค่าของพื้นที่ (Statement of Significance) เพื่อกำหนดมาตรฐานและสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมกับการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การพัฒนาพื้นที่วัฒนธรรมมีหลักฐานเชิงวิชาการรองรับ และสามารถวางนโยบายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

มิติที่ 2 ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างย่านวัฒนธรรม มุ่งเน้นเปลี่ยน “คุณค่า” ให้เป็น “มูลค่า” โดย “ปลดล็อค” ข้อจำกัดทางกฎหมาย ยกกรณีศึกษาของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่จะพัฒนาตลาดวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พรบ.เทศบาล พ.ศ. 2496 พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และพรบ.รักษาความสะอาดฯ เพื่อช่วยให้การจัดกิจกรรมหรือการค้าขายในพื้นที่วัฒนธรรมทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและลดข้อขัดแย้งในพื้นที่ โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในการบริหารพื้นที่วัฒนธรรม

มิติที่ 3 การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เน้นการสร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน” (Sense of Belonging) ในพื้นที่ โดยนำเสนอโมเดล “หนองบัวลำภู” ที่พัฒนาผ้าท้องถิ่น “ผ้าสีนวล” ด้วยการออกแบบร่วมสมัย เพื่อยกระดับสู่ตลาดแฟชั่นระดับนานาชาติ เช่น London Fashion Week โดยใช้ฐานการผลิตจากครัวเรือนในชุมชน และโมเดล “กาฬสินธุ์” ที่ใช้สัญลักษณ์ “กาน้ำสาธิต”และพื้นที่จิตวิญญาณของชุมชนเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวคิด Cultural Co-Governance หรือการบริหารจัดการงบประมาณแบบบูรณาการ รวมถึงการจัดทำ “สมุดปกขาว” ด้านวัฒนธรรม เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาระยะยาว

มิติที่ 4 นวัตกรรมและอนาคตของเมืองวัฒนธรรม นำเสนอผ่าน “รังสิตโมเดล” ซึ่งสะท้อนปัญหาของเมืองขยายตัวเร็วจนอัตลักษณ์ท้องถิ่นถูกกลืนหาย โดยแบ่งแนวทางการพัฒนาเป็น 3 ด้านหลัก คือ 1. Experience เพื่อสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมโดยใช้เทคโนโลยี เช่น AR/VR และ Immersive สื่อเสมือนจริงเพื่อสร้าง “มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต” และพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ One Day Trip 2. Engagement เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนวัตกรรมวัฒนธรรม พร้อมสร้างเครือข่ายผู้นำชมท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมกำหนดวิสัยทัศน์เมือง และ 3. Enablement เพื่อวางโครงสร้างสนับสนุน พัฒนากฎหมายท้องถิ่นและระบบงบประมาณอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการแนวคิด Smart City กับเศรษฐกิจวัฒนธรรม

 


ผศ.ดร.วิชญ มุกดามณี รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่า คณะนักศึกษา บวส.1 มีโอกาสนำเสนอ“รังสิตโมเดล” ต่อ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี โดยอธิบายแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาเมือง ควบคู่กับการมอง “ความเปลี่ยนแปลงของเมือง” ให้เป็นส่วนหนึ่งของทุนวัฒนธรรม ที่สามารถบริหารจัดการและต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ แนวคิดดังกล่าวเน้นการโอบรับพลวัตของเมืองร่วมสมัย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว เศรษฐกิจท้องถิ่น และการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่

“นายกอบจ.ปทุมธานีให้ความสนใจและแสดงความชื่นชมต่อแนวคิด “รังสิตโมเดล” ว่ามีศักยภาพและความเป็นไปได้ในการนำแนวคิดเชิงนโยบายไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่จริง โดยสะท้อนว่าปัจจุบันจังหวัดปทุมธานีอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดแหล่งท่องเที่ยวและแลนด์มาร์คใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันเทศบาลนครรังสิต ที่มีนายตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง เป็นผู้นำ ยังมีแอปพลิเคชัน Rangsit Smart City ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เพื่อต่อยอดนโยบายด้านทุนวัฒนธรรม นวัตกรรม และการสื่อสารเรื่องเล่าของเมืองในอนาคตรองรับไว้แล้ว” ผศ.ดร.วิชญกล่าวและว่า

แนวคิดดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถเชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมของพื้นที่เข้ากับนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาเมืองร่วมสมัยได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานี และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนรังสิตในระยะยาว

ในตอนท้ายของการสัมมนาคณะนักศึกษาบวส.รุ่นที่ 1 ระบุด้วยว่า หากสามารถบูรณาการทั้ง 4 มิติเข้าด้วยกันได้ พื้นที่ท้องถิ่นจะไม่เป็นเพียงผู้รับนโยบายจากส่วนกลางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “หน่วยยุทธศาสตร์ของชาติ” ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมจากทุนวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง