xs
xsm
sm
md
lg

บวส.1-สถาบันพระปกเกล้า-บพท. จัดสัมมนา ปลดล็อก "ทุนวัฒนธรรม” สู่การสร้างชาติ” ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



​​มูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาล ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า จัดการสัมมนาวิชาการเชิงนโยบายระดับชาติ “นโยบายสาธารณะเพื่อการบริหารจัดการทุนวัฒนธรรม : กลไกการสร้างชาติในศตวรรษที่ 21” เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงของชาติ ด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่” หรือ บวส. รุ่นที่ 1 โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. เพื่อยกระดับ “ทุนวัฒนธรรม” ขับเคลื่อนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพิ่มรายได้ในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวเปิดการสัมมนาและบรรยายพิเศษโดยเน้นว่า วัฒนธรรมในโลกยุคใหม่ต้องมีความสามารถในการปรับตัว เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การปรับรูปแบบการจุดธูปในวัดเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมควรควบคู่กับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้หลักสูตรบวส. เป็นศูนย์รวมผู้บริหารระดับสูงจากหลายภาคส่วน โดยมีแนวคิดสำคัญคือการมอง “วัฒนธรรม” ในฐานะ “ทุน” ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยวและการสร้างรายได้ รวมถึงมูลค่าทางประวัติศาสตร์และรากฐานความคิดที่สะสมมายาวนาน

สำหรับข้อเสนอในเวทีสัมมนา เกิดจากกระบวนการทำงานของบวส.รุ่นที่ 1 โดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและการลงพื้นที่จริง ก่อนสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อไปยังกระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติจริงในระดับนโยบายต่อไป ซึ่งจังหวะเวลาที่นำเสนอเป็นช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จึงถือเป็นโอกาสที่ดียิ่ง พร้อมย้ำว่า

“ในยุคที่โลกให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรมคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่จะสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลก” ดังนั้นการทำให้คุณค่าที่เกิดขึ้น ไม่กระจุกอยู่กับชนชั้นนำ แต่ขยายประโยชน์ไปสู่ประชาชน 70 ล้านคนทั่วประเทศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การลดความเหลื่อมล้ำ และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงสอดคล้องกับแนวทางหลักของสถาบันพระปกเกล้า โดยหลักสูตรบวส.รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรก และเตรียมขยายผลต่อในรุ่นถัดไป”

​ดร.ธนภณ วัฒนกุล ที่ปรึกษามูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนและธรรมาภิบาล กล่าวว่า โครงการนี้ต่อยอดจาก “งานวิจัยด้านการใช้ทุนทางวัฒนธรรมพัฒนาพื้นที่” ซึ่งได้ดำเนินการมากว่า 7-8 ปี แต่ยังไม่สามารถผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศได้เต็มที่ จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่” หรือ บพท. มูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนและธรรมาภิบาล และสถาบันพระปกเกล้า เพื่อสร้างหลักสูตรที่ดึงผู้นำระดับนโยบายเข้ามาเรียนรู้และตระหนักถึงศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนประเทศ

​สำหรับผลผลิตที่เป็นรูปธรรมจากหลักสูตร คือ ข้อเสนอการสร้างอัตลักษณ์ชาติ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมทุนวัฒนธรรม ตลอดจนโครงการนำร่องในพื้นที่ เช่น นครศรีธรรมราช และหนองบัวลำภู ที่เริ่มขับเคลื่อนโมเดลการพัฒนาพื้นที่ด้วยทุนวัฒนธรรม จนสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน โดยมีอีก 4-5 โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงการนำเสนอผลการศึกษา นางราณี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และประธานนักศึกษาบวส.1 กล่าวว่า หลักสูตรนี้โอกาสให้ผู้บริหารได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และการลงพื้นที่ศึกษาตัวอย่างจริงทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการผลักดันนโยบายในอนาคต จึงเป็นที่มาของการจัดสัมมนาครั้งนี้ที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่ใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“แนวคิดสำคัญคือการมองว่าวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงมรดกของอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งของชุมชน และเสริมสร้างอัตลักษณ์ของชาติในเวทีโลก จึงเป็นพลังทางสังคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตได้”

​สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางงานวัฒนธรรมของแต่ละกระทรวง ทั้งในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม และการจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมายการสร้างรายได้และพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ในเวทีสัมมนาครั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายตั้งอยู่บนกรอบแนวคิด 3E ประกอบด้วย 1.Enrichment คือการสร้างคุณค่าใหม่ให้ทุนวัฒนธรรม โดยการตีความและพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมร่วมสมัย 2.Engagement เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนและชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และสืบทอดวัฒนธรรมและ 3.Enhancement มุ่งยกระดับทุนวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการพัฒนาที่ยั่งยืน

​ผู้เข้าอบรมยังได้ร่วมนำเสนอแนวคิด Thailand Cultural Capital Transformation Model ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาทุนวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้นหาและรวบรวมทุนวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ ไปจนถึงการพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ โดยประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ คือ การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลทุนวัฒนธรรม การพัฒนาองค์ความรู้และการเรียนรู้ของชุมชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรม และการสร้างระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ เช่น การจัดตั้งสภาเยาวชนด้านวัฒนธรรม การสนับสนุนกองทุนขนาดเล็กสำหรับโครงการวัฒนธรรมในชุมชน การพัฒนาฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในรูปแบบดิจิทัล และการส่งเสริมให้เยาวชนผลิตสื่อวัฒนธรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)กล่าวปิดการสัมมนา โดยกล่าวถึงพลวัตของการพัฒนาในโลกปัจจุบัน ไทยอยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกับคำว่า “สิ้นชาติ” แล้ว คือ สิ้นวัฒนธรรม สิ้นความระลึกของชาติ สิ้นจุดมุ่งหมายร่วมกัน ถูกครอบงำทางวัฒนธรรม จึงมีความท้าทายว่า จะทำอย่างไรให้คงความหลากหลายของวัฒนธรรม แต่ยังคงความเป็นชาติไทยไปพร้อมกัน

ดังนั้นแนวคิด “การกำกับดูแลแบบร่วมมือ” เพื่อบริหารจัดการทุนวัฒนธรรมให้สมดุลและมีประสิทธิภาพ จึงเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางและพัฒนานโยบายร่วมกัน เพื่อสร้าง “ประชาคมวัฒนธรรม” ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการอนุรักษ์ พัฒนา และต่อยอดทุนวัฒนธรรมของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างนักจัดการทุนวัฒนธรรมที่ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

นอกจากนี้การสร้างตัวอย่างเชิงรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องเริ่มจากการค้นหา “แก่นของวัฒนธรรมร่วม” ของแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขาดรากฐานทางวัฒนธรรม แต่หากค้นพบและเข้าใจคุณค่าของวัฒนธรรมอย่างแท้จริง จนทำให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจและร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนและประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

“การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนนั้นสำคัญมาก ดังนั้นจึงต้องเสริมพลังให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคชุมชน โดยยึดโยงกับความเป็นชาติ บทบาทของรัฐจึงควรเน้นที่การเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าเป็นผู้สั่งการ ต้องโอนหรือกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นเป็นผู้มีบทบาทหลัก แต่มีความเชื่อมโยงกัน นำไปสู่การปฎิรูปเชิงอำนาจว่า รัฐควรจะทำหน้าที่อะไร ท้องถิ่น ประชาชน ภาคธุรกิจ ร่วมกันทำหน้าที่อะไร ส่วนที่สำคัญ คือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางด้านงบประมาณเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อให้ชุมชนจัดการตนเอง สร้างกลไกความร่วมมือในเชิงการจัดการสู่รูปแบบประชาคมวัฒนธรรม” ดร.กิตติ กล่าวย้ำว่า การบริหารจัดการทุนวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์อดีต แต่เป็นกระบวนการสร้างอนาคต โดยอาศัยองค์ความรู้ทางวิชาการ ระบบสถาบันที่เข้มแข็ง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ หากบูรณาการองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และอัตลักษณ์ของชาติ

การจัดเวทีสัมมนาครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมกับการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้หากประเทศไทยบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของความเป็นไทย