xs
xsm
sm
md
lg

ผงะ! 7 วันเปิดแผลเน่าล้างกากพิษ: จับตา 'ศุภจี' ลุยมาเฟียขยะพิษ เค้น KPI ปราบจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สรุปผลปูพรมตรวจกากอุตสาหกรรม 7 วัน พบโกดังแบตลิเธียมหมื่นตัน บ่อพิษสระแก้วทิ้งซ้ำ 4 ครั้ง จับตา 'ศุภจี' ถก 11 พ.ย. เค้น KPI ปราบทุนเทา-ตรวจเลือดประชาชน

ปฏิบัติการปูพรมตรวจสอบโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรม (ลำดับ 105 และ 106) ตลอด 7 วันที่ผ่านมา (1-7 พ.ย. 2569) ไม่เพียงสั่นสะเทือนวงการอุตสาหกรรมรีไซเคิลและสิ่งแวดล้อม แต่คือการเปลือยให้เห็น “แผลเน่าหมักหมม” ที่หมกเม็ดไว้มานานหลายปี 
 
หลังจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2569 มีการตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาลุยกวาดล้าง และขีดเส้น 30 วันเสนอผลงานถึงนายกรัฐมนตรี

จากการลงพื้นที่เข้มข้นใน 5 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจโรงงานไปแล้ว 337 แห่ง จากเป้าหมาย 1,500 แห่ง โดยเพียงแค่การตรวจนำร่อง 80 แห่งแรก ก็ทำเอาผงะไปตามๆ กัน เมื่อพบว่ามีโรงงานที่กระทำผิดและถูกสั่งปรับปรุงตามมาตรา 37 สูงถึง 63 แห่ง หรือคิดเป็น 78.75% และถูกสั่งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 39 อีก 1 แห่ง ด้วยข้อหาเดิมๆ ทั้งการใช้เครื่องจักรผิดประเภท การละเว้นส่งรายงาน และระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน


แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าตัวเลขสถิติ คือ “จุดใหญ่” ที่ถูกตรวจพบตามพื้นที่ต่างๆ
 
• โกดังบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา: บุกทลายโกดัง 5 อาคาร ในพื้นที่หมู่ 3 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง ซุกซ่อนขยะแบตเตอรี่ลิเธียมอันตรายและกากอุตสาหกรรม น้ำหนักรวมเกือบ 10,000 ตัน โดยตรวจพบ บริษัท เอพลัส แบตเตอรี่ แอนด์ ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัด แอบลักลอบขนย้ายของเสียไปเก็บไว้ในอาคารใกล้เคียง (W5 และ W2-2 ห้อง 1) เพื่อสับขาหลอกเจ้าหน้าที่ หลังถูกสั่งให้ขนย้ายออกใน 7 วัน ขณะที่อาคารใกล้เคียงพบ บริษัท กรีน สมาร์ท พาวเวอร์ จำกัด ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่คัดแยกกากแบตเตอรี่ลิเธียมโดยไม่มีใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 106 พร้อมสืบพบพฤติการณ์ใช้ "นอมินีไทย" ถือหุ้นบังหน้าให้กลุ่มทุนจีน

• บ่อพิษ จ.สระแก้ว: ตรวจพบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกระจายตัวถึง 10 จุด ใน 3 ตำบล (ต.ห้วยโจด, ต.โนนหมากเค็ง อ.วัฒนานคร และ ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว) โดยเฉพาะบ่อดินเอกชนขนาดใหญ่ หมู่ 7 ต.สระขวัญ พบการนำขยะพิษมา "ลักลอบทิ้งซ้ำถึง 4 ครั้ง" จนผลตรวจดินและน้ำปนเปื้อนสารหนูและทองแดงเกินมาตรฐาน ซึ่งจากการสอบปากคำคนขับรถบรรทุกสารภาพว่า ขนกากพิษมาจาก บริษัท เจิ้งซิง จำกัด ใน จ.ฉะเชิงเทรา โรงงานที่เคยถูกสั่งปิดไปแล้วแต่ยังคงลักลอบเปิดดำเนินกิจการ

• นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง: ตะลึงซ้ำเมื่อตรวจพบน้ำเสียกรดเข้มข้น (pH ต่ำกว่า 1.0) ปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งสังกะสี แคดเมียม นิกเกิล และแมงกานีส รวมกว่า 667 ลูกบาศก์เมตร ซุกซ่อนในบ่อคอนกรีตใต้ดินเดิมบนถนนไอ 5 ซึ่งเป็นกากของเสียตกค้างจากกระบวนการผลิตเดิมของ บริษัท ไทย-สแกนดิค สตีล จำกัด (Scandic) โรงงานชุบสังกะสีโลหะที่เลิก กิจการไปแล้ว โดยถูกขุดพบขณะที่ บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด (NS-SUS) ผู้ซื้อทรัพย์สินรายใหม่เข้าทำการรื้อถอนและปรับปรุงพื้นที่


• วิกฤตมลพิษ จ.ปราจีนบุรี: ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่พาสารเคมีและคราบน้ำมันสีรุ้งกระจายทั่วชุมชนทุ่งรับน้ำ ณ พิกัด หมู่บ้านสระมะเขือ หมู่ 1 ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ ส่งผลให้นายธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ รวม 5 ราย ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายเกินค่ามาตรฐาน จนสร้างความหวาดวิตกต่อวิถีชีวิต แหล่งอาหารธรรมชาติ และแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนอย่างรุนแรง

ชำแหละต้นตอ: ค่าปรับแสนเบา ผลตรวจแสนช้า ช่องโหว่ทุนเทาเหิมเกริม

ทำไมขบวนการมาเฟียขยะพิษถึงไม่เคยเกรงกลัวกฎหมายไทย? คำตอบและข้อเท็จจริงในพื้นที่ชี้ชัดไปที่ "บทลงโทษที่ต่ำเกินไป" กฎหมายโรงงานไทยมีโทษปรับสูงสุดสำหรับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเพียง 200,000 บาท เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่มีโทษปรับสูงถึง 77 ล้านบาท และใช้นโยบายผลักดันตู้คอนเทนเนอร์ขยะกลับประเทศต้นทางทันที ต้นทุนการกำจัดขยะอันตรายอย่างถูกต้องในไทยจึงสูงกว่า "ค่าปรับ" มหาศาล จูงใจให้ทุนเทาข้ามชาติยอมเสี่ยงคุ้มต่อการเก็งกำไร

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหา "ความล่าช้าของระบบราชการ" ยังกลายเป็นเกราะกำบังผู้กระทำผิด ดังกรณี จ.สระแก้ว ที่ผลตรวจวิเคราะห์คราบสารพิษในน้ำและดินจากกรมควบคุมมลพิษใช้เวลานานถึง 8 เดือน (เก็บตัวอย่าง ก.ค. 2568 ผลออก ก.พ. 2569) ส่งผลให้ อบต. และตำรวจไม่สามารถสั่งอายัดพื้นที่หรือดำเนินคดีอาญากับเจ้าของที่ดินได้ทันที กลายเป็นช่องว่างให้ขบวนการลักลอบเอาขยะพิษมาทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ชีวิตคนไม่ใช่หนูทดลอง: กระทรวงสาธารณสุข ต้องขยับปูพรมตรวจเลือด!

ในขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและ ป.ป.ช. กำลังเร่งตรวจโรงงาน แต่สิ่งที่รัฐบาลมองข้ามไปคือ "สุขอนามัยของประชาชน" วันนี้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงต้องดำเนินชีวิตด้วยความหวาดระแวง ไม่กล้าใช้น้ำ ไม่กล้าจับปลา และไม่รู้ว่าโลหะหนักที่แฝงอยู่ในร่างกายจะส่งผลให้ป่วยเป็นโรคร้ายเมื่อใด ทั้งยังมีหลักฐานประจักษ์ชัดแล้วว่า ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านหมู่ 1 ต.โคกปีบ จ.ปราจีนบุรี ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายเกินค่ามาตรฐาน

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องส่งทีมแพทย์และสถาบันเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ "ปูพรมตรวจคัดกรองสารพิษและโลหะหนักในกระแสเลือดประชาชนเชิงรุก" กำหนดระยะเวลารายงานผล (SLA) ให้รวดเร็วภายใน 14 วัน พร้อมจัดทำระบบทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพเพื่อดูแลและรักษาฟรีทันที

บททดสอบ 'ศุภจี' 11 พ.ย. นี้: ปราบจริง หรือแค่ลูบหน้าปะจมูก?

การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงเป็น "หมุดหมายชี้ชะตา" ว่าการบูรณาการจากหลายฝ่ายรวมถึง ป.ป.ช. รอบนี้ จะสางวิกฤตได้จริงหรือเป็นเพียงเสือกระดาษ


หากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ว่าปฏิบัติการนี้ไม่ใช่การ "ลูบหน้าปะจมูก" เพื่อสลายกระแสสังคม ในวันที่ 11 พ.ย. นี้ รองนายกฯ ศุภจี ต้องเค้น KPI เชิงผลลัพธ์ (Outcome-based KPIs) ที่ชัดเจน ได้แก่:

1. ดึง ปปง. ฟอกเงินยึดทรัพย์: ส่งเรื่องให้ ปปง. อายัดทรัพย์สินขบวนการขยะพิษ ทุนต่างชาติ และนอมินีไทยทันที ไม่ใช่แค่ปรับ 2 แสนแล้วจบ

2. ขยายผลฟ้อง "โรงงานต้นทาง": ไล่เช็กบิลตั้งแต่ผู้สร้างขยะไปจนถึงผู้รับกำจัด และบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays)

3. ลดเวลาผลตรวจสิ่งแวดล้อม: บีบหน่วยงานวิเคราะห์ให้ส่งผลตรวจภายใน 15–30 วัน เพื่อใช้อายัดพื้นที่คดีอาญาได้ทันท่วงที

4. เปิดแผนที่ความเสี่ยงสาธารณะ (One Map Dashboard): เปิดเผยพิกัดโรงงานเสี่ยง (สีเหลือง/ส้ม/แดง) ให้ประชาชนตรวจสอบสถานะการแก้ไขได้แบบ Real-time

7 วันที่ผ่านมาเป็นเพียงการ 'เปิดแผล' ให้เห็นแผลเน่าใน แต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือและความจริงใจของรัฐบาลว่าจะ 'ผ่าตัดใหญ่' ลุยกำจัดมาเฟียขยะพิษอย่างเด็ดขาด หรือจะปล่อยให้ภาคตะวันออกของไทยกลายเป็นมณฑลขยะพิษของทุนเทาต่อไป!.