xs
xsm
sm
md
lg

จาก “ถอดเกล็ดมังกร” ถึง “ปิดน่านฟ้า” ล่าพ่อทิพย์ : เกมแมวไล่จับหนู อีเวนต์วนลูป ต้นตอปัญหายังอยู่ครบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะลึกขบวนการ "พ่อไทยทิพย์" สวมสัญชาติไทยฟอกเงิน 2,500 ล้าน ตีแผ่ 3 ต้นตอใหญ่ เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ทะเบียนราษฎรล้าหลัง และกฎหมายยึดทรัพย์ติดหล่ม

ปฏิบัติการเปิดแถลงข่าวใหญ่โตกลางสนามบินสุวรรณภูมิ ภายใต้รหัส “ปิดน่านฟ้า ล่าขบวนการพ่อไทยทิพย์” นำโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นเพียง “ฉากละครซ้ำซาก” ในอุตสาหกรรมสวมสัญชาติไทยที่เล่นฉายวนลูปมานับปี
หากย้อนมองพัฒนาการของยุทธการกวาดล้าง จะเห็นภาพความล้มเหลวเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาอย่างชัดเจน

•เฟส 1 (“ถอดเกล็ดมังกร” - ก.ย. 69): เริ่มต้นจากการกระชากหน้าหน้าการทุจริตในโรงพยาบาลและสำนักทะเบียน ทลายขบวนการจ้างชายไทยรายได้น้อยเซ็นชื่อรับรองบุตรเท็จ โดยแลกเงินเพียง 2,000–10,000 บาท เพื่อสวมสูติบัตร ท.ร.1/1

•เฟส 2 (ก.ย.–ต.ค. 69): ยกระดับสืบย้อนรอยเครือข่ายแม่ต่างด้าวที่ใช้วีซ่าอุปการะบุตรพำนักยาว แล้วนำชื่อ “ลูกทิพย์” สัญชาติไทยไปเป็นนอมินีกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ บ้านหรู พูลวิลล่า และคอนโดมิเนียมเกินโควตาต่างชาติ

•เฟส 3 (“ตัดบทพ่อไทยทิพย์” - 27 ต.ค. 69): ล่าขบวนการฝังรากลึกนานกว่า 27 ปี ออกหมายจับย้อนหลัง 46 ราย พบการทุจริตร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ข้าม 8–11 โรงพยาบาล จนเด็กสวมสิทธิ์เติบโตจบปริญญาตรีฝังตัวในสังคมไทย

•ปฏิบัติการล่าสุด (4 พ.ย. 69): รวบตัว 2 เครือข่ายต่างชาติพร้อมทารก ที่ถูกนำชื่อไปจดทะเบียนแจ้งเกิดซ้ำซ้อน 2 ใบ (เขตวัฒนา กทม. ควบคู่ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ) เพื่อซ่อนตัวตนบิดาจีนแท้จริงซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน 133 บัญชี มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท หรือ 500 ล้านหยวน

จากเฟส 1 ถึงปฏิบัติการเฟสล่าสุด ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า อาชญากรรมข้ามชาติได้ยกระดับประเทศไทยจาก “ทางผ่าน” สู่ “ศูนย์กลางการฟอกตัว” อย่างสมบูรณ์แบบ


คำถามที่รัฐบาลตอบสังคมไม่ได้คือ ปราบกี่เฟส ออกหมายจับกี่สิบใบ ทำไมวงจรอุบาทว์นี้ถึงยังไม่เคยหายไปไหน?


คำตอบง่ายๆ เพราะสิ่งที่รัฐทำเป็นเพียง “เกมแมวไล่จับหนูเชิงข่าว หรือ PR Operation ที่ไล่ปราบปลายเหตุ แต่ปล่อยให้ “ต้นตอปัญหาเชิงโครงสร้าง” ยังอยู่ครบถ้วน 3 ประการ

1. เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต: ต้นตอใหญ่ที่สุด และกุญแจสำคัญที่ไม่เคยถูกยึดทรัพย์

ขบวนการพ่อไทยทิพย์ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มี “ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐแอบเปิดประตูบ้าน” อาชญากรข้ามชาติเป็นเพียงคนงัดประตู แต่เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรและบุคลากรโรงพยาบาลที่รับเงินใต้โต๊ะคือคนถือลูกกุญแจแล้วเชื้อเชิญให้เข้ามา

ที่ผ่านมา บทลงโทษของรัฐกลับหยุดอยู่แค่การ “สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน” หรือตั้งกรรมการสอบวินัย ดังเช่นกรณีเจ้าหน้าที่ทะเบียนในภาคอีสานล่าสุด ซึ่งเป็นมาตรการที่ไร้ความหมาย! เพราะเงินสินบนหลักล้านจากทุนเทาคุ้มค่าเกินกว่าจะกลัวโดนไล่ออก ตราบใดที่รัฐบาล ไม่เคยนำมาตรการยึดอายัดทรัพย์สินข้าราชการทุจริตและคู่สมรสย้อนหลัง มาบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อสร้างแรงสะเทือน สมการความเสี่ยงก็ยังคงคุ้มค่า และจะมีเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมขายชาติรับเงินสินบนต่อไปไม่จบสิ้น

2. ระบบทะเบียนราษฎรล้าหลัง: ยังไม่บังคับตรวจ DNA

รัฐไทยยังคงใช้ระบบตรวจพิสูจน์แบบตั้งรับ เมื่อเกิดเรื่องค่อยไล่ตรวจ DNA ย้อนหลัง ทั้งที่ทางออกที่เป็นต้นน้ำคือการ “สร้างระบบ Check before Issue” บังคับแก้กฎกระทรวงให้การแจ้งเกิดกรณีพ่อไทยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ต่างชาติ ต้องแนบผลตรวจ DNA ยืนยันสายเลือด 100% ควบคู่การเชื่อมระบบสูติบัตรดิจิทัล (e-Birth) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกรมการปกครองแบบ Real-time เพื่อตัดวงจรการปลอมใบรับรองแพทย์ข้ามอำเภอทันที

3. มาตรการยึดทรัพย์ติดหล่ม: อายัดโชว์สื่อ แต่ริบเข้าแผ่นดินไม่ได้จริง


รัฐบาลมักอวดอ้างตัวเลขอายัดทรัพย์บ้านหรูและพูลวิลล่าหลักร้อยหลักพันล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติตามกฎหมาย ปปง. ทรัพย์สินเหล่านั้นยังไม่เคยถูก “ยึดตกเป็นของแผ่นดินอย่างเด็ดขาด” เนื่องจากติดหล่มกระบวนการศาลแพ่งที่ยาวนาน 3–5 ปี กลุ่มทุนเทาจึงมองว่าการเอาชื่อ “ลูกทิพย์” สวมสิทธิ์เป็นนอมินีถือครองที่ดินยังเป็นความเสี่ยงที่ “คุ้มค่าจะลงทุน”

ผ่าทางตัน ปิดสวรรค์ฟอกตัว

หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการทลายวงจรอุบาทว์นี้อย่างถอนรากถอนโคน ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่ต้องเปลี่ยนจาก “การตั้งรับ” มาเป็น “การรุกเชิงโครงสร้าง” ด้วย 3 มาตรการเด็ดขาด นั่นคือ

• บังคับใช้ระบบ DNA และ e-Birth ทันที: สั่งการให้ออกกฎกระทรวงบังคับตรวจ DNA กรณีบิดาไทยมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาต่างด้าวตั้งแต่วินาทีแรกที่แจ้งเกิด พร้อมเชื่อมระบบสูติบัตรดิจิทัลข้ามกระทรวงเพื่อปิดตายช่องโหว่เอกสารปลอม

• เชือดข้าราชการทุจริตด้วยการยึดทรัพย์ย้อนหลัง: ลบภาพการสอบวินัยลูบหน้าปะจมูก แล้วใช้อำนาจ ปปง. สั่งอายัดและริบทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องรวมถึงคู่สมรสทันที เพื่อทำให้ต้นทุนการรับสินบนสูงกว่าชีวิตข้าราชการ

• ออก พ.ร.ก. ริบทรัพย์สินนอมินีทางแพ่งแบบเร่งด่วน: กำหนดให้คดีสวมสิทธิสัญชาติเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงร้ายแรง เมื่อเพิกถอนสัญชาติ ให้สิทธิถือครองอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ พร้อมย้ายภาระการพิสูจน์ให้ผู้ถือครองชี้แจงที่มาของเงินใน 30 วัน หากแจงไม่ได้ ให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินทันที

ตราบใดที่รัฐบาลยังคงเน้นการเปิดปฏิบัติการออกสื่อ มากกว่าการลงมือปฏิรูประบบทะเบียนราษฎรและเชือดข้าราชการทุจริตด้วยการยึดทรัพย์สินให้หมดตัว ปฏิบัติการ “ปิดน่านฟ้า ล่าขบวนการพ่อทิพย์” ในวันนี้ ก็จะเป็นเพียงแค่หนึ่งอีเว้นต์ของละครฉากเดิม

และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ประชาชนไทยก็จะได้เห็น “ยุทธการชื่อใหม่” ออกมารับช่วงต่อในละครแมวไล่จับหนูเรื่อยไป โดยมีอนาคตความมั่นคงและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ของประเทศเป็นเดิมพันให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาเสพสุขเย้ยกฎหมายไทยต่อไปไม่จบสิ้น.