เจาะลึก ‘เถาเป่า’ และ 4 ยักษ์จีนยึดตลาดอีคอมเมิร์ซไทย 1.08 ล้านล้านบาท แฉสถิติคนไทยโอนเงินออกข้ามชาติ 1.38 แสนล้านใน 6 เดือน ชำแหละมาตรการลดค่า GP แค่ยาแดงทาแผลที่ไม่ช่วยหยุดวิกฤตขาดดุลดิจิทัล
การขยับทัพครั้งล่าสุดของ ‘เถาเป่า’ (Taobao) ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากเครืออาลีบาบา (Alibaba) ที่บุกทะลวงเปิดแอปพลิเคชันเวอร์ชันภาษาไทยเต็มรูปแบบ ชูนโยบายหักดิบ "ออกค่าภาษีศุลกากรแทนผู้ซื้อ" พร้อมดึง Flash Express และระบบชำระเงิน PromptPay เข้าร่วมห่วงโซ่ธุรกิจ คือการลั่นกลองรบปลิดชีพทุนท้องถิ่น และตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่า สมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทยได้ถูกทุนจีนยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว
ขณะที่ภาครัฐไทยเพิ่งจะตื่นตัวจัดฉากละคร "ขอความร่วมมือลดค่า GP 6 เดือน" เพื่อหวังต่อลมหายใจ SME แต่ในสายตานักวิเคราะห์ นี่ไม่ใช่การชุบชีวิต ทว่าคือการ "กู้ซาก" ของระบบเศรษฐกิจไทยที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนแทบไม่เหลือ
🔹 สมรภูมิ 4 ยักษ์จีนยึดเบ็ดเสร็จ: ปิดประตูตายทุนท้องถิ่น
เค้กเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 1.08 ล้านล้านบาท คิดเป็น 25-30% ของตลาดค้าปลีกรวม ไม่ได้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของคนไทยอีกต่อไป ทว่ากลายเป็น "เค้กก้อนใหญ่" ที่ถูก 4 ยักษ์ใหญ่จากจีนจัดทัพแบ่งปันกันอย่างแยบยล:
•เครืออาลีบาบา: ใช้ Lazada เป็นหัวหอกยึดตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และแบรนด์ทางการ ขณะที่ส่ง Taobao มาเก็บกวาดตลาดเฉพาะทางอย่างสินค้าแปลกใหม่ แฟชั่น กล่องสุ่ม โดยยิงตรงจากโรงงานจีนนับพันล้านรายการ
•เครือพีดีดี โฮลดิ้งส์: ส่ง Temu บุกทะลวงด้วยโมเดลจากโรงงานส่งตรงถึงผู้บริโภค ตัดคนกลางทิ้งทั้งหมด แล้วใช้สงครามราคาห้ำหั่นจนคู่แข่งกระอักเลือด
•เครือซี กรุ๊ป: ใช้ Shopee ครองฐาน Marketplace มวลชน ครอบคลุมผู้บริโภคทุกระดับชั้น
•เครือไบท์แดนซ์: ใช้ TikTok Shop ยึดสมรภูมิค้าปลีกบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ใช้การไลฟ์สดขายสินค้า ดึงเม็ดเงินผ่านพฤติกรรมเสพติดคอนเทนต์ของคนไทย
🔹 เปิดสถิติ "เลือดไหลไม่หยุด": แค่ 6 เดือน สูบเงินคนไทยทะลุ 1.38 แสนล้าน
คำว่า "เลือดไหลไม่หยุด" ไม่ใช่วาทกรรมลอยๆ แต่มีข้อมูลเชิงประจักษ์จากการสำรวจของสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับแบงก์ชาติและกรมสรรพากร ที่ชี้ชัดว่าเพียงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค. – มิ.ย.) คนไทยรูดบัตรและโอนเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง จ่ายให้ 20 แพลตฟอร์มข้ามชาติสูงถึง 138,693 ล้านบาท
• Shopee แพลตฟอร์มเดียว สูบเม็ดเงินไปถึง 69,844 ล้านบาท เกินครึ่งของยอดทั้งหมด
• Facebook (Meta) โกยเงินไป 15,149 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่คือ "ค่าโฆษณาภาคบังคับ" ที่ SME ไทยต้องกัดฟันจ่ายเพื่อให้ร้านของตนถูกมองเห็น
• ตามติดด้วย TikTok 12,592 ล้านบาท และ Lazada 12,041 ล้านบาท
เมื่อแค่ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซดูดเงินไปเกือบแสนล้านในครึ่งปี ตัวเลขประเมินทั้งปี 2569 จึงส่อทะลุ 2.7 - 3.0 แสนล้านบาท นี่คือประจักษ์พยานของภาวะ "ขาดดุลดิจิทัล" ที่เงินสดถูกสูบออกจากประเทศไม่ขาดสาย
🔹 โดมิโนล่มสลาย: จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ สู่ยุค "กู้ซาก SME"
โมเดลยิงตรงจากจีนกำลังเจาะทำลายห่วงโซ่อุปทานไทยพังทลายเป็นโดมิโน:
• โรงงานไทย (ต้นน้ำ) เสี่ยงสูญพันธุ์: อุตสาหกรรมเบาถูกทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาถูกกว่า 30-50% โรงงานนับพันต้องปิดตัว
• คนกลางถูกบายพาส (กลางน้ำ): ระบบตัดคนกลางทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เคยรับของจีนมาขายต่อ หมดทางสู้เมื่อผู้บริโภคกดสั่ง Taobao ภาษาไทยได้เองในราคาหน้าโรงงาน
• แรงงานถูกเตะเข้าสู่ระบบจ้างงานชั่วคราว (Gig Economy) (ปลายน้ำ): คนตกงานจากโรงงานต้องดิ้นรนไปขับไรเดอร์หรือทำคลังสินค้า กลายเป็นแรงงานราคาถูก ไร้สวัสดิการ ขณะที่รัฐสูญเสียฐานภาษีอย่างย่อยยับ
🔹 รัฐไทยตามเกมไม่ทัน: ฉากบังตา "อุ้มลดค่า GP"
ข่าวคราวล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ จับมือ 3 แพลตฟอร์ม (Shopee, TikTok, Lazada) ประกาศ "ลดค่า GP ภาคบังคับ 6 เดือน" โดยเคลมว่าจะช่วยประหยัดเงินให้ SME ได้ 1,930 ล้านบาท ทว่าในมุมมองของผู้คร่ำหวอดอย่าง ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ความร่วมมือนี้เป็นแค่มาตรการบรรเทาชั่วคราวที่ไม่ตอบโจทย์อย่างยั่งยืน
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่อง GP (Gross Profit / Gross Percentage) กันสักเล็กน้อย ค่า GP คือ "ค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งยอดขาย" ที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหักจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทุกครั้งที่ขายของได้ เช่น ขายของได้ 100 บาท แพลตฟอร์มอาจหักค่า GP ไป 10–20 บาท ยิ่งแพลตฟอร์มปรับขึ้นค่า GP ร้านค้าก็ยิ่งเหลือครองกำไรน้อยลง รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ จึงไปเจรจาให้ 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ลดอัตราค่าธรรมเนียมกลับไปใช้อัตราเดิมของต้นปี (ณ 1 มกราคม 2569) เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570 ผลของการเจรจา Shopee: ลดจาก 8.03%–19.26% เหลือ 8.03%–13.91% TikTok Shop: ลดจาก 13.38%–21.94% เหลือ 11.24%–17.66% ส่วน Lazada: ลดจาก 9.00%–17.50% เหลือ 7.50%–11.60%
เหตุที่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ มองว่ายังไม่ตอบโจทย์โครงสร้าง นั่นเพราะ
• เทียบไม่ได้กับเลือดที่ไหลออก: ประหยัดได้ 1,930 ล้านบาท แต่เงินไหลออกจริงทะลุ 1.38 แสนล้านบาท
• แตะไม่ถึงต้นทุนแฝง: ลด GP แต่แพลตฟอร์มสามารถไปขูดรีด "ค่าขนส่ง" หรือ "ค่าบังคับทำโฆษณา" ชดเชยได้เสมอ
• ปล่อยผี Taobao และ Temu: มาตรการนี้คุมได้แค่แพลตฟอร์มที่มีร้านคนไทย แต่คุมโมเดลส่งตรงจากจีนอย่าง Taobao และ Temu ไม่ได้ เท่ากับเปิดประตูกว้างให้สินค้าจีนเข้ามากระทืบซาก SME ไทยซ้ำ
ซ้ำร้าย โครงสร้างรัฐที่กำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบยังอยู่ในภาวะ "หาเจ้าภาพไม่เจอ" กระทรวงการคลังเก็บแค่ VAT, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดูแค่จดแจ้ง, กระทรวงพาณิชย์ไร้อำนาจคุมข้ามแดน ต่างคนต่างถือกฎหมายคนละฉบับ วิ่งตามหลังเทคโนโลยีจีนที่ไปไกลแบบไม่เห็นฝุ่น
🔹 โลกตื่น แต่ไทยหลับ: ต่างชาติตั้งการ์ดสกัดทุนจีนอย่างไร?
ในขณะที่รัฐไทยกำลังชื่นมื่นกับ "การขอลดค่า GP ชั่วคราว" ตัดภาพไปที่เวทีโลก ประเทศมหาอำนาจและเพื่อนบ้านในอาเซียนต่าง "เปิดหน้าชก" งัดมาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดมาปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศของตัวเอง
• อินโดนีเซีย (สายแข็งหักดิบ): ถือเป็นประเทศที่ปกป้อง SME ดุดันที่สุด รัฐบาลสั่งแบน Temu อย่างเด็ดขาดเพื่อกันการดัมพ์ราคา บังคับให้ TikTok แยกโซเชียลมีเดียออกจากอีคอมเมิร์ซ จนต้องไปร่วมทุนกับแพลตฟอร์มท้องถิ่น Tokopedia และ ห้ามนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่ราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ หรือราว 3,400 บาท อย่างเด็ดขาด
• เวียดนาม (สายขู่บล็อกโดเมน): กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MOIT) ยื่นคำขาดเส้นตายให้ Temu และ Shein ต้องจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลและปฏิบัติตามกฎหมายเวียดนาม หากฝ่าฝืน จะถูกสั่งบล็อกโดเมนและถอดแอปพลิเคชันออกจากระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศทันที
• สหภาพยุโรป & 🇺🇸 สหรัฐอเมริกา (สายอุดช่องโหว่ภาษีและกติกา): EU กำลังเดินหน้ายกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีพัสดุมูลค่าต่ำที่ต่ำกว่า 150 ยูโร พร้อมใช้กฎหมาย DSA (Digital Services Act) บังคับแพลตฟอร์มให้รับผิดชอบหากมีสินค้าเถื่อนหลุดรอด ขณะที่สหรัฐฯ กำลังอุดช่องโหว่ภาษีสินค้าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ และเพิ่มการตรวจสอบข้อหาใช้แรงงานบังคับอย่างเข้มงวด
หันกลับมามองไทยเราเปิดประตูรับสินค้าไร้มาตรฐาน เก็บ VAT ได้เพียงหยิบมือ และใช้ยุทธวิธี "ขอความร่วมมือ" กับกลุ่มทุนที่มีมูลค่าบริษัทระดับโลก ซึ่งเป็นการสู้รบที่พ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น
🔹 ภูมิรัฐศาสตร์ "ตัวประกันทางการค้า": ทำไมไทยถึง "ไม่กล้าหือ" จีน?
เหตุผลแท้จริงที่ไทย "ตั้งการ์ดต่ำ" คือความหวาดกลัวเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลเกรงใจทุนจีนเพราะไทยฝากลมหายใจไว้กับ การส่งออกทุเรียน ยางพารา และนักท่องเที่ยวจีน จนไม่กล้าใช้นโยบายหักดิบแบบอินโดนีเซีย
แต่หากถอดสมการ "หักลบกลบหนี้สุทธิ (Net Outflow Balance)" จะเห็นว่าไทยเสียเปรียบทุกประตู:
• ไทยขาดดุลการค้ากับจีนทำสถิติสูงสุด ทะลุ 1.78 ล้านล้านบาท ในเวลาเพียง 7 เดือนแรกของปี 2569
• นำรายรับทั้งหมด (ส่งออกเกษตร + รายได้ท่องเที่ยว ~1.8 ล้านล้าน) มาหักลบกับรายจ่าย (นำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม/อีคอมเมิร์ซ ~3.5-3.8 ล้านล้าน) เท่ากับไทยขาดดุลเงินสดสุทธิให้จีนปีละ 800,000 – 1,000,000 ล้านบาท!
🔹 ยุทธศาสตร์หยุดเลือด... ก่อนอีคอมเมิร์ซไทยจะเหลือแค่ชื่อ
การ "ซื้อเวลา 6 เดือน" จะสูญเปล่า หากรัฐบาลไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้างใหญ่เหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียทำ ข้อเสนอเพื่อพลิกเกมก่อนคนไทยจะสิ้นชื่อบนแผ่นดินตัวเอง มีดังนี้:
• ตั้ง Single Task Force สั่งการตรงจากนายกฯ: เลิกทำงานแยกส่วน ต้องมีศูนย์บัญชาการเบ็ดเสร็จ
• คลอด พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ทันที:
o บังคับแพลตฟอร์มข้ามชาติ "จดทะเบียนนิติบุคคลในไทย" ขู่บล็อกแอปฯ หากไม่ทำตาม (โมเดลเวียดนาม)
o บังคับ "ระบบหักภาษี ณ ที่จ่าย" จากร้านค้าต่างชาติ
o บังคับเปิดเผย "ต้นทุนรวม" และห้ามปิดกั้นข้อมูลลูกค้า
• ล้อมกรอบสินค้ายิงตรง: ตรวจคัดกรอง มอก. และ อย. เข้มข้น 100% ตั้งแต่ด่านศุลกากร
• สร้าง Open Commerce Network (OCN): รัฐต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง (เหมือน PromptPay) ให้ SME ไทยใช้เป็นช่องทางขาย-จ่าย-ส่ง โดยไม่ต้องตกเป็นทาสแพลตฟอร์มต่างชาติ
วันนี้แพลตฟอร์มยอมลดค่า GP เพราะรัฐบาลขอ แต่วันไหนรัฐบาลไม่ขอ ใครจะคุ้มครอง SME ไทย? หากรัฐไทยยังแก้ปัญหาแบบกู้ซากไปวันๆ ไม่กล้ากางกฎหมายตั้งการ์ดสกัดทุนข้ามชาติ อนาคตของเศรษฐกิจไทยก็จะถูกสูบเลือดจนหมดตัว และจบลงด้วยการเป็นเพียง "ประเทศผู้บริโภคปลายน้ำ" อย่างสมบูรณ์แบบ.


