xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลสับขาหลอก! โชว์หั่นภาษี E20-B20 ที่คนเติมน้อย แต่ B7- แก๊สโซฮอล์ 95-91 ที่ใช้เยอะกลับไม่แตะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ประโคมข่าวครึกโครมว่า รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รมว.คลัง จะเคาะมาตรการ "ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน" เพื่อลดแรงกดดันค่าครองชีพให้กับประชาชน ดูเผินๆ เหมือนรัฐบาลกำลังสวมบทพระเอกผู้เสียสละรายได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสังคม

แต่เมื่อกะเทาะเปลือกแคมเปญประชาสัมพันธ์นี้ออกดูเนื้อใน กลับพบว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ชะลอความไม่พอใจของสังคม เป็นละครสับขาหลอกฉากใหญ่ที่ประโคมข่าวตีโป่งเพื่อโกยคะแนนนิยม เพราะในทางปฏิบัติ น้ำมันชนิดที่รัฐบาลเลือกหยิบยกมาลดภาษีนั้น ไม่ได้ตรงกับความต้องการใช้จริงของภาคเศรษฐกิจและประชาชนส่วนใหญ่แม้แต่น้อย

ทั้งนี้ เมื่อกางฐานข้อมูลปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรายวันของประเทศไทยขึ้นมาวิเคราะห์แยกแยะ จะเห็นความขัดแย้งชนิด "ฟ้ากับเหว" ระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภคจริง กับ มาตรการที่รัฐบาลออกมา โดย หมวดดีเซล จะพบว่า ดีเซล B7 ถือเป็นหัวใจหลักของภาคขนส่ง มีปริมาณการสูงถึง ประมาณ 67 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 95% ของปริมาณการใช้ดีเซลทั้งหมดในประเทศ รถบรรทุก รถกระบะขนส่งสินค้า และรถโดยสารสาธารณะฝากชีวิตไว้กับน้ำมันชนิดนี้ แต่รัฐบาลกลับไม่ลดภาษีน้ำมันดีเซล B7 นี้แม้แต่สตางค์เดียว!

น้ำมันดีเซลที่รัฐบาลเลือกลดภาษีคือ ดีเซล B20 ซึ่งมีปริมาณการใช้เพียงประมาณ 3.3 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น ไม่ถึง 5% ของตลาดดีเซล มีเพียงรถบรรทุกเฉพาะกลุ่มหรือเครื่องจักรหนักบางประเภทเท่านั้นที่เติมได้

ส่วนหมวดเบนซิน ซึ่งภาคประชาชนและยานพาหนะส่วนบุคคลใช้กันมากนั้น คือ แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 โดยปริมาณการใช้รวมกันพุ่งสูงถึงประมาณ 24 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 80% ของกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซินทั้งประเทศ แต่รัฐบาลปล่อยให้ประชาชนแบกรับราคาเต็มตามเดิม!

ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 เกรดที่รัฐเลือกลดภาษีนั้น มีปริมาณการใช้อยู่ที่ราว 6.2 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นเพียง 20% เท่านั้น

เมื่อนำตัวเลขการใช้น้ำมันรวมทั้งประเทศกว่า 100 ล้านลิตร/วัน มาคำนวณ น้ำมันสองชนิดที่รัฐบาลลดภาษีอย่าง E20 และ B20 มีปริมาณการใช้รวมกันเพียง ~9.5 ล้านลิตร/วัน เท่ากับว่ามาตรการนี้ "เข้าถึงและตอบโจทย์การใช้จริงของคนไทยไม่ถึง 10% ของตลาด" ขณะที่ประชาชนอีก 90% ยังคงต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาแบกรับภาระเต็มสตรีม

คำถามสำคัญคือ "ทำไมกระทรวงการคลังและ ครม. จึงเลือกหั่นภาษีเฉพาะ E20 และ B20?" คำตอบไม่ได้ซับซ้อน แต่เป็นเรื่องของ "ความจนแต้มทางการคลัง" และ "สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าขั้นวิกฤต"


ปัจจุบันฐานะของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบมหาศาลทะลุ 100,000 ล้านบาท (อัพเดตล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2569 ติดลบหนักกว่า 1.03 แสนล้านบาท) กองทุนฯ สิ้นสภาพคล่องจนไม่เหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เข้าไปอุ้มหรือแทรกแซงราคาขายปลีกได้อีกต่อไป ขณะเดียวกัน หากกระทรวงการคลังเลือกที่จะลดภาษีสรรพสามิตดีเซล B7 หรือ โซฮอล์ 95 ลงเพียง 1 บาท/ลิตร รัฐบาลจะต้องสูญเสียรายได้เข้ากระเป๋าตัวเองสูงถึง เดือนละกว่า 2,000 ล้านบาท

เมื่อหลังชนฝา หนี้กองทุนฯ ท่วมหัว และรัฐบาลไม่ยอมเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตก้อนโต กระทรวงการคลังจึงเลือก "ทางออก" ด้วยการหันไปลดภาษี E20 และ B20 แทน เพราะการลดภาษีน้ำมันสองตัวนี้ รัฐบาลจะสูญเสียรายได้เพียง วันละ 10 - 20 ล้านบาท หรือเดือนละไม่กี่ร้อยล้านบาทเท่านั้น

นี่คือความเขี้ยวลากดินทางการคลังและทางการเมืองอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลสูญเสียรายได้แค่ไม่เท่าไหร่ แต่กลับนำเอามาตรการจิ๊บจ๊อยนี้มาโฆษณาประโคมข่าวว่าเป็น "ผลงานอุดหนุนประชาชน"

ผลลัพธ์ของการ "สับขาหลอก" ครั้งนี้ ชัดเจนว่าไม่มีทางส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เพราะต้นทุนขนส่งและสินค้าเท่าเดิม พ่อค้าแม่ค้า รถบรรทุก และภาคโลจิสติกส์ยังคงเติมดีเซล B7 ราคาเดิม ต้นทุนการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้ถูกลง ค่าครองชีพและราคาสินค้าตามหน้าตลอดยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ส่วนประชาชนทั่วไปไม่รู้สึกถึงความช่วยเหลือ ด้วยว่าคนขับขี่มอเตอร์ไซค์ พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ใช้รถส่วนใหญ่ที่ใช้ โซฮอล์ 95 ยังคงจ่ายเงินออกจากกระเป๋าเท่าเดิมทุกบาททุกสตางค์และ อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานไม่ขยับ เพราะเมื่อน้ำมันเกรดหลักไม่เปลี่ยน ดรรชนีราคาผู้บริโภคย่อมไม่ลดลง การกล่าวอ้างว่าช่วยลดเงินเฟ้อจึงเป็นเพียงวาทกรรม

กล่าวโดยสรุป การลดภาษีสรรพสามิต E20 และ B20 ในครั้งนี้ ไม่ใช่นโยบายแก้ปัญหาโครงสร้างราคาพลังงาน และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่ออุ้มชูค่าครองชีพของประชาชนส่วนใหญ่แต่แรก แต่มันคือ "กลยุทธ์การสื่อสารทางการเมือง" ที่เน้นสร้างพาดหัวข่าวเชิงบวก เพื่อหาทางลงให้รัฐบาลในวันที่ราคาพลังงานกดดัน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปิดกว้าง ประชาชนและภาคธุรกิจมองทะลุปรุโปร่งว่านี่คือ เกมการเมืองที่หวังโกยคะแนน ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงแบกค่าน้ำมันแพงต่อไป ภายใต้ฉากทัศน์สับขาหลอกอันแสนแยบยลของรัฐบาล.