เปิดโปงสัญญานอมินีและเบื้องหลังกลุ่มทุนรัฐวิสาหกิจจีน (CCMC-SDIC-ECEC) ยึดขุมทรัพย์โปแตชและเกลือแบตเตอรี่ EV อีสาน 5 พันล้านล้านบาท เชื่อมยุทธศาสตร์ BRI
เบื้องหลังความพินาศทางสิ่งแวดล้อมและการดันทุรังอนุมัติโครงการเหมืองแร่ของรัฐบาลไทย ซุกซ่อนเกมภูมิรัฐศาสตร์และผลประโยชน์ทับซ้อนที่ลึกล้ำ แร่โปแตชอีสานไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยแพงให้เกษตรกรไทย แต่มันกำลังถูกแปรสภาพเป็น “หมุดหมายยุทธศาสตร์ส่วนสำคัญ” ในแผนครองโลกของจีน
เปิดโปงเงาปริศนา—แผนยึดขุมทรัพย์ใต้ดินของทุนจีน
หากเจาะลึกโครงสร้างการถือหุ้น สัญญารับเหมาก่อสร้าง และเส้นทางการเงิน จะพบรูปแบบพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่า กลุ่มทุนรัฐวิสาหกิจจีนกำลังสอดแทรกเข้ามาเปลี่ยนผ่านเหมืองไทยไปสู่ "เขตสัมปทานแฝงของทุนจีน" อย่างสมบูรณ์ผ่าน 3 เหมืองหลัก:
1.ด่านขุนทด (จ.นครราชสีมา): China Coal No.3 Mine Construction Group (CCMC) รัฐวิสาหกิจจีน ตั้งบริษัทนอมินีสัญชาติไทย 2 แห่งในเดือนพฤศจิกายน 2567 ใช้คนไทยถือหุ้นอำพราง 51% แล้วให้บางจากว่าจ้าง CCMC ทำสัญญา EPC+O (Engineering, Procurement, Construction + Operation) หรือสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การออกแบบ จัดหาเครื่องจักร ก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารเดินระบบการผลิต มูลค่า 5,890 ล้านบาท โดยชำระค่าจ้างเป็น "แร่โปแตชและเกลือ" ตลอดอายุสัมปทาน 25-30 ปี
2.อุดรธานี: SDIC Group รัฐวิสาหกิจด้านการลงทุนของรัฐบาลจีน อัดฉีดเงินกว่า 40,000 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 49.9% ในบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Asia Pacific Potash Corporation Limited - APPC) และอยู่ระหว่างเสนอครม. อนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท เพื่อครอบครองเหมืองเบ็ดเสร็จ
3.ชัยภูมิ: บริษัท อีสต์ ไชน่า เอ็นจิเนียริ่ง ไซแอนซ์ แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด (East China Engineering Science and Technology Co., Ltd. - ECEC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ China National Chemical Engineering Group Corporation Ltd. (CNCEC) รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์ของรัฐบาลจีน ได้เข้ามาเซ็นสัญญาจ้างเหมาออกแบบ จัดซื้อจัดจ้างเครื่องจักร และก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (Engineering, Procurement, and Construction: EPC) ในโครงการเหมืองแร่โปแตชของ บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) (APOT)
ตามแผนที่คำขออาชญาบัตรพิเศษครอบคลุมพื้นที่อีสานนั้น เป้าหมายของทุนจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่ 3 เหมืองที่ได้รับประทานบัตรแล้ว จากข้อมูลพื้นที่คำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตชและเกลือหิน เผยให้เห็นตัวเลขมหาศาลที่ชวนพรั่นพรึง เมื่อกลุ่มทุนรัฐวิสาหกิจจีนและเครือข่ายนอมินี ได้เข้ายื่นขอสิทธิสำรวจแร่ใต้ผืนดินอีสานรวมแล้ว มากกว่า 1,180,000 ไร่ จากพื้นที่คำขอทั้งหมดราว 3.09 ล้านไร่ ประกอบด้วย
1.นครราชสีมา (แอ่งโคราช) : ขอสำรวจสะสม > 169,005 ไร่ (บจก.อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม, โรงปัง ไมนิง, เอส.ดี ยางเหนือ ฯลฯ)
2.ขอนแก่น (แหล่งบ้านทุ่ม) : ขอสำรวจและเตรียมพื้นที่ประทานบัตร > 200,000 ไร่
3.มหาสารคาม (แหล่งนาเชือก) : ปักหมุดพื้นที่ขอสำรวจชั้นแร่คุณภาพสูง > 150,000 ไร่
4.กาฬสินธุ์ : ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษครอบคลุมหลายอำเภอ > 200,000 ไร่
5.สกลนคร/นครพนม (แอ่งสกลนคร) : อาชญาบัตรไชน่า หมิงต๋า และคำขอใหม่ > 130,000 ไร่
ในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา เพียงจังหวัดเดียว พบว่ามีกลุ่มบริษัทนอมินีจีนกว้านยื่นขออาชญาบัตรพิเศษรวมกันสูงถึง 169,005 ไร่ เช่น
บจก. อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม กรุ๊ป (บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีน ซ่านซี เหยียนฉางฯ) ได้รับสิทธิสำรวจ 90,000 ไร่ ใน อ.โนนสูง,
บจก. โรงปัง ไมนิง ขอ 20,000 ไร่ ใน อ.ด่านขุนทด,
บจก. เอส.ดี ยางเหนือ ขอ 20,000 ไร่ ใน อ.ด่านขุนทด และ อ.โนนไทย,
บจก. ไทย ริช ไมนิ่ง ขอ 10,000 ไร่ ใน อ.ด่านขุนทด
และ บจก. อมรวัณย์ ขอ 20,000 ไร่ ใน อ.พิมาย ทุกแห่งมีกรรมการผู้มีอำนาจเป็นสัญชาติจีนทั้งสิ้น
ขณะที่ชั้นแร่ใน ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ ถูกวางตัวให้เป็นพื้นที่สำรองยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่ออุโมงค์ขุดเจาะใต้ดินข้ามจังหวัด เพื่อผูกขาดแร่โปแตชและเกลือหินในแอ่งโคราชเข้าด้วยกันทั้งหมด
สื่อในประเทศจีนระบุชัดเจนว่า การบุกเบิกเหมืองโปแตชในไทยของ CCMC, SDIC และ CNCEC คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ก้าวสู่สากล" และ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative - BRI) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรให้ปักกิ่ง
จากปุ๋ยเคมี สู่แบตเตอรี่ EV
เหตุผลที่ทุนจีนยอมทุ่มเงินแสนล้านเพื่อยึดขุมทรัพย์ใต้ดินอีสาน ไม่ใช่แค่เรื่องปุ๋ยเกษตร แต่คือ "เกลือหิน" (NaCl) และน้ำเกลือใต้ดินที่มีแร่โซเดียมและลิเทียมปะปนอยู่มหาศาล เกลือหินเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการผลิต "แบตเตอรี่โซเดียมไอออน" สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แห่งอนาคต การยึดโปแตชอีสานจึงเท่ากับการยึด "ขุมพลังงานใหม่" เพื่อป้อนห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในระดับโลก!
รัฐบาล ข้าราชการ กลไกอุ้มทุนจีน
แผนการยึดครองแร่ธาตุระดับชาติไม่อาจสำเร็จได้หากปราศจากการเปิดทางจาก "รัฐไทย" โครงการนี้ถูกส่งไม้ต่ออย่างเป็นระบบ โดยในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ปลดล็อกกฎหมายให้ทำเหมืองใต้ดิน ส่วนยุค คสช. รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งออกใบประทานบัตร 3 แห่ง และยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ออกคำสั่งขีดเส้นตายบังคับให้ทุกเหมืองต้องเร่งผลิต ไม่อย่างนั้นจะยึดคืนสัมปทาน
เมื่อเบื้องบนสั่งลุย กลไกราชการในพื้นที่จึงละเลยและ "ปกป้องทุน" เมื่อน้ำเค็มทะลักที่ด่านขุนทด หน่วยงานรัฐกลับเพิกเฉย ปล่อยให้ค่าความเค็มทะลุ 82,350 TDS โดยไม่มีการสั่งอายัดใบอนุญาต ซ้ำร้ายยังมีอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ใช้อำนาจมิชอบสั่งเอาดินไปถมปิดสระน้ำสาธารณะ "หนองมะค่าใน" กลบหลักฐานความเสียหายกลางข้อพิพาทในศาลปกครอง ขณะที่ข้าราชการระดับท้องถิ่นบางคนผันตัวไปเป็น "หมอพราหมณ์" ทำพิธีเปิดทางให้เหมืองใช้ระเบิดไดนาไมต์ สะท้อนภาพระบบอุปถัมภ์ที่เลือกอุ้มทุนใหญ่มากกว่าคุ้มครองประชาชน
ใครได้ ใครเสีย?
หากกางบัญชีเพื่อดูว่าใครได้ใครเสียจากโครงการเหมืองโปแตชนี้ ความเหลื่อมล้ำจะปรากฏชัดเจน
•สิ่งที่กลุ่มทุนและประเทศจีนได้รับ: แร่โปแตชส่วนเกินกว่า 2.4 ล้านตันต่อปี (ไทยใช้อยู่แค่ปีละ 7-8 แสนตัน) พร้อมด้วยเกลือหินมหาศาลทำแบตเตอรี่ EV และการคุมห่วงโซ่อุปทานพลังงาน-อาหาร ใต้ร่ม BRI
•สิ่งที่ประเทศไทยและคนอีสานได้รับ: ดินเค็ม น้ำเค็ม แหล่งน้ำสาธารณะเน่าเสีย ทรัพยากรใต้ดินมูลค่า 5 พันล้านล้านบาท ที่ถูกสูบออกผ่านบริษัทนอมินี และวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่ล่มสลาย
อย่างไรก็ดี ทางออกของวิกฤตนี้ยังมีอยู่ หากผู้มีอำนาจกล้าพอที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ ด้วยแนวทาง ดังนี้
1.สั่งชะลอและทบทวนประทานบัตร/อาชญาบัตรทั้งหมดทันที: หยุดยั้งโครงการที่สร้างผลกระทบแล้ว และระงับการออกใบอนุญาตใหม่
2.จัดทำ SEA (Strategic Environmental Assessment): ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ของภาคอีสานทั้งระบบ เพื่อดูขีดความสามารถในการรองรับมลพิษของชั้นน้ำบาดาล ก่อนจะสายเกินแก้
3.ออกกฎหมายประกาศ "เขตความมั่นคงทางอาหาร": คุ้มครองพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำสาธารณะ ห้ามทำเหมืองใต้ดินโดยเด็ดขาด
4.ตรวจสอบสัญญานอมินี: ให้ DSI และ ป.ป.ง. เข้าตรวจสอบการใช้นอมินีอำพรางของกลุ่มทุนรัฐวิสาหกิจจีนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายต่างด้าว
ตราบใดที่ผู้นำกระทรวงอุตสาหกรรมยังคงท่องคาถา "ปุ๋ยถูก" และหลับตาข้างหนึ่งให้กับ "แผนฮุบทรัพยากรข้ามชาติ" ของกลุ่มทุนจีน เหมืองโปแตชอีสานก็คงไม่ใช่สัญลักษณ์ของการพัฒนา แต่มันคืออนุสาวรีย์แห่งการปล้นชิงทรัพยากรครั้งประวัติศาสตร์ ที่ทำให้แผ่นดินอีสานย่อยยับ.


