xs
xsm
sm
md
lg

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ปม “อนุทิน-ธรรมนัส” ไม่อาจควบรวมพรรคกล้าธรรม-ภูมิใจไทยได้ แต่อาจเป็นพันธมิตรทางการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ “อนุทิน-ธรรมนัส” ไม่สามารถควบรวมพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมได้ เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองห้ามควบรวมระหว่างอายุสภา แต่อาจจับมือเป็นพันธมิตรทางการเมืองในศึกซักฟอกและการลงมติร่างกฎหมายสำคัญ เพื่อเสริมเสถียรภาพและความแข็งแกร่งทางการเมือง

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ตามที่มีกระแสข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารอินเดียกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จนทำให้เกิดกระแสข่าวว่า ทั้งสองพรรคการเมืองจะสามารถควบรวมกันได้หรือไม่นั้น ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า พรรคการเมืองในแง่กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ถือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ส่วนในแง่รัฐศาสตร์ พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันทางการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า การควบรวมพรรคการเมืองระหว่างสองพรรคจะสามารถกระทำได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญแตกต่างจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมในอดีต การควบรวมพรรคการเมือง หมายถึง การที่พรรคการเมืองตั้งแต่สองพรรคขึ้นไปตกลงควบกิจการพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน พูดภาษาชาวบ้าน คือ มีเจตนานำ สส.ของทั้งสองพรรคมารวมกัน เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง และเสริมความแข็งแกร่งทางการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า การควบรวมพรรคการเมืองสามารถกระทำได้เฉพาะกรณีที่เป็นการรวมกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 97 และต้องขอความเห็นจากสมาชิกพรรคในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองนั้น โดยคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะควบรวมพรรคตามอำเภอใจไม่ได้ ตามมาตรา 98 ทั้งนี้ เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำสั่งให้พรรคการเมืองเดิมที่รวมกันเป็นอันสิ้นสุดลง โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองเดิมโอนไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งขึ้น และให้บรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และความรับผิดของพรรคการเมืองเดิม โอนไปยังพรรคการเมืองใหม่ นับตั้งแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 96 ได้บัญญัติข้อห้ามการควบรวมพรรคการเมืองที่ไม่อาจกระทำได้ไว้ว่า “ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้” ย้ำว่า ไม่สามารถกระทำได้ เพราะกฎหมายพรรคการเมืองห้ามไว้อย่างเด็ดขาด พูดภาษาชาวบ้าน คือ ไม่สามารถใช้เทคนิคควบรวม สส.ของทั้งสองพรรคในระหว่างอายุสภาได้ หากจะดำเนินการต้องรอให้สิ้นสุดอายุสภาเสียก่อน แล้วจึงไปควบรวมพรรคกันในภายหลัง

 


ดังนั้น กระแสข่าวระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่อาจใช้เทคนิคควบรวมพรรคทั้งสองเข้าด้วยกัน จึงไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย

หากย้อนกลับไปในอดีต พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ไม่ได้ห้ามการควบรวมพรรคการเมือง จึงเปิดช่องให้นายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยในช่วงปี 2544-2547 ดำเนินการควบรวมพรรคไทยรักไทยกับอีก 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมีจำนวน สส.เพิ่มขึ้นเป็น 377 เสียง ทำให้เกิดความแข็งแกร่งทางการเมือง และทำให้ฝ่ายค้านไม่อาจตรวจสอบได้ พูดง่าย ๆ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น กลายเป็น “เป็ดง่อย”

ส่วนข้อกฎหมายพรรคการเมืองที่ห้ามควบรวมพรรค ไม่ได้ห้ามเรื่องการรวมกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง โดยพรรคกล้าธรรมอาจเป็นพันธมิตรทางการเมือง และนำเสียงที่มีอยู่ 58 เสียง มาสนับสนุนรัฐบาลในศึกซักฟอก หรือการประชุมที่ สส.ต้องลงมติในเรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาจปรับคณะรัฐมนตรี โดยดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลผสมก็ได้ ซึ่งอาจได้เห็นการร่วมรัฐบาลระหว่างสีน้ำเงิน สีแดง และสีเขียว หรืออาจปรับสีแดงออก แล้วร่วมรัฐบาลระหว่างสีน้ำเงินกับสีเขียว ก็สามารถกระทำได้ทั้งหมด

เนื่องจากพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเสียงของพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นยังมีมากกว่า แม้พรรคประชาชนจะใช้วิธีหรือเทคนิคอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยมุ่งแยกพรรคเพื่อไทยออกจากรัฐบาลก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อีกทั้งไม่สามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 18 คนได้ เพราะเสียงฝ่ายค้านรวมกันแล้วไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า สำหรับฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่จัดใหญ่และตั้งชื่อศึกซักฟอกว่า “โง่-ห่วย-เลว” ต้องกลับไปถาม ดร.การดี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่าเอามาตรฐานของตนเองมาตั้งหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า ต้องถามพี่น้องประชาชนว่า พรรคแมลงสาบเคยมี สส.หลักร้อย ขนาดส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครในภาคใต้ก็ยังได้รับเลือกตั้ง แต่ปัจจุบันคนใต้ไม่เลือกเพราะอะไร จึงทำให้จำนวน สส.เหลือเพียงหลักสิบ

ส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่เปิดเผยออกมา ยังไร้พยานหลักฐาน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การถอดถอนรัฐมนตรีรายบุคคลเท่านั้น หากมีหลักฐานจริง สส.พรรคประชาชน ซึ่งมีจำนวนหลักร้อย ย่อมสามารถใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้แล้ว

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า เกมศึกซักฟอก ไม่ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร ก็เป็นเพียงตลกให้ผู้บริโภคขำขัน ไม่ต่างจากละครลิง ที่โต้กันไปโต้กันมา ไม่สมกับภาษีประชาชนที่จ่ายให้แก่ สส.เป็นค่าตอบแทนรายเดือน ทั้งนี้ ควรให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย