xs
xsm
sm
md
lg

อุทาหรณ์เฉียดตาย! อาการแน่นหน้าอก รพ. แรกชี้คลื่นหัวใจปกติ ย้ายด่วนพบเส้นเลือดตีบเฉียบพลัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุทาหรณ์นาทีชีวิตที่ตัดสินกันด้วยไหวพริบเหนือระบบระเบียบ! ภรรยาใจเด็ดพาครอบครัวรอดพ้นความสูญเสีย หลังสามีเกิดอาการแน่นหน้าอกร้าวลงแขน ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แต่โรงพยาบาลแรกกลับให้รอคิวทำบัตร ซ้ำยังวินิจฉัยว่าปกติจากผลตรวจคลื่นหัวใจเพียงอย่างเดียว โชคดีที่ภรรยาเอะใจจากเคสในรายการข่าวดัง ตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลด่วนจนได้รับการทำบอลลูนหัวใจทันท่วงที

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Yukon Ta Leelapaiboon" ออกมาโพสต์ข้อความเผยถึงเหตุการณ์ที่สามีของตนเองเกิดอาการแน่นหน้าอกร้าวลงแขนซ้ายและเหนื่อยหอบหลังออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เมื่อเข้ารับการประเมินที่โรงพยาบาลแรกกลับพบความล่าช้าในขั้นตอนการทำระเบียนประวัติ และได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเจาะเลือดเพิ่มเติม ภรรยาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งทีมแพทย์ได้ดำเนินการตรวจเอนไซม์หัวใจอย่างทันท่วงทีและพบภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลัน นำไปสู่กระบวนการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด (PCI) จนสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ กรณีศึกษาลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญสูงสุดของการรู้เท่าทันอาการป่วย การตัดสินใจที่เฉียบขาดของผู้ดูแล และความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการคัดกรองผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินที่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า

"ขอบันทึกไว้

วันที่ 21/7/69 เวลา 05.30 น. สามีเดินออกกำลังกายในหมู่บ้าน เดินไปสักพัก มีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวชาลงที่แขนซ้าย เหงื่อออก เหนื่อยมาก เลยเดินกลับบ้านมานอนพักที่โซฟา เปิดพัดลม ถอดเสื้อ เวลา 7.15 น. เราเดินลงมาเห็นแบบนั้นเลยถามว่าเป็นอะไร สามีก็พูดให้ฟังแบบเหนื่อยๆ และเขาบอกว่าน่าจะเกิดอาการจากท้องอืดท้องเฟ้อหรือเปล่าเพราะว่าไม่ได้ถ่ายมาสองวันแล้ว เราซึ่งได้ฟังดังนั้นตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติสามีเป็นคนแข็งแรง แต่เราคิดถึงเรื่องคุณครูทรายพอดีเมื่อวานดูรายการโหนกระแส อาการของสามีเราเหมือนอาการของสามีครูทรายเลย จึงโทรไปปรึกษาที่ศิริราชปิยะมหาการุณย์ ทางโรงพยาบาลบอกว่าให้รีบพามาโรงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉิน จึงรีบลงมาบอกสามีพาขึ้นรถแต่ดู GPS จากบ้านไปศิริราชประมาณ 47 นาที เพราะช่วงเช้ารถจะติดสามีเลยบอกว่าไปโรงพยาบาลใกล้บ้านก็ได้เพราะมีสิทธิ์รักษาอยู่ที่นั่น จึงหันรถไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้น พอไปถึงก็เรียกพนักงานเข็นเปลผู้ป่วยบอกว่าช่วยเอาเค้าเข้าไปตรวจด้วยค่ะเค้ามีอาการแน่นหน้าอกแต่เราจะต้องนำรถไปวนหาที่จอดก่อนเพราะมากันแค่สองคน เราใช้เวลาในการหาที่จอดรถประมาณ 5-10 นาทีกว่าจะเดินกลับมา ที่ห้องฉุกเฉิน เจอสภาพพนักงานของโรงพยาบาลแค่วัดความดันเฉยเฉยและไม่พาเข้าห้องฉุกเฉินเหตุเพราะว่าไม่มีบัตรประชาชนติดตัว ซึ่งเราก็บอกว่าพี่ก็ไม่มีเพราะมันฉุกเฉินควรจะเอาเค้าเข้าห้องฉุกเฉินก่อนไหม เขาบอกว่า ไม่ได้ต้องทำบัตรก่อน เราก็ไปที่ทำบัตรและเคยถ่ายบัตรประชาชนไว้ให้เขาเขาก็ทำให้ได้ใบมาเขาจะพาเข้าห้องฉุกเฉิน 

ก็ได้บอกอาการหมอบอกขอตรวจคลื่นหัวใจ หมอก็การตรวจคลื่นหัวใจให้และบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เราเลยบอกว่าขอเจาะเลือดทำอย่างอื่นด้วยได้ไหมเพราะเขามีอาการแน่นหน้าอก เจ้าหน้าที่ถามว่าแน่นระดับไหน 7,8,9,10 ซึ่งในระหว่างที่ถามสามีก็ตอบไม่ถูกว่าระดับไหน เราเลยบอกว่าช่วยตรวจอย่างอื่นหน่อยได้ไหมคนไข้ยังไม่ได้ทานอะไรสามารถเจาะเลือดตรวจได้ เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าพี่จะตรวจเดี๋ยวจะส่งไป opd เรารู้ว่าถ้าส่งไป OPD ตอนนี้ กว่าจะได้หมอตรวจก็คงบ่ายๆกว่าจะพบหมอเราจึงพูดไปว่าไม่เป็นไรขอผล ตรวจคลื่นหัวใจ เดี๋ยวจะไปตรวจที่อื่นในระหว่างที่เดินไปเพื่อจะไปขึ้นรถมีพยาบาลที่พอจะคุ้นหน้ากันเค้าถามว่ามา เขาก็เลยขอดูผล ตรวจคลื่นหัวใจ เขาบอกว่าดูแล้วไม่ค่อยปกตินะพี่จะขึ้นตรวจไหมเดี๋ยวจะทำลัดคิวให้แต่จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็เลยปฏิเสธว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะไปตรวจที่อื่น เลยตั้ง GPS ไปที่ศิริราชปิยะการุณใช้เวลา 35 นาที จึงขับรถพาไปพอไปถึง พยาบาลเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันทีทำการตรวจคลื่น หัวใจ และเจาะเลือดดูเอนไซม์หัวใจ สรุปว่าเป็นเส้นเลือดตีบตันฉับพลัน จึงพาเข้าห้องฉีดสีและมีการบอลลูนหัวใจทันที หนึ่งเส้นที่ทำให้แน่นหน้าอก แต่ยังเหลืออีกหนึ่งเส้นที่คุณหมอบอกว่าจะนัดมาทำอีกประมาณหนึ่งเดือน ต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลศิริราช ปิยะการุณย์เป็นอย่างมากที่ดูแลอย่างดี และ ได้ย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราชใหญ่ คุณหมอและพยาบาลดูแลอย่างดีมาก (อยากไปบอก โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ์รักษาแถวบ้านว่าสิ่งที่คุณวินิจฉัยแบบนั้นสามารถทำให้คนหนึ่งคนเสียชีวิตได้) ทั้งทั้งที่เราขอร้องแล้วว่าช่วยตรวจเลือดอย่างอื่นหน่อยได้ไหมเขาไม่ได้ดีขึ้น.. แต่ก็ไม่ได้การตอบรับใดใด นอกจากสีหน้าที่มองเราแบบ"