จากกรณีดรามาภรรยาเรียกร้องความเป็นธรรมหลังสามีวัย 31 ปีเสียชีวิตกะทันหัน ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง 'หมอเวร' ได้ออกมาโพสต์ข้อความให้แง่คิดถึงข้อจำกัดทางการแพทย์ พร้อมปลดล็อกความเชื่อคนไทยเรื่องความ 'เกรงใจ' แพทย์ โดยย้ำชัดว่าผู้ป่วยและญาติมีสิทธิโดยชอบธรรมในการขอความเห็นที่สอง (Second Opinion) หรือเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ทันที หากประเมินแล้วว่าอาการไม่ดีขึ้น ชี้สัญชาตญาณคนใกล้ชิดอาจเป็นกุญแจสำคัญในการยื้อชีวิต
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. เพจ "หมอเวร" ได้ออกมาโพสต์ข้อความมุ่งเน้นสื่อสารสาระสำคัญว่า "การแพทย์มีความไม่แน่นอนและแพทย์สามารถวินิจฉัยผิดพลาดได้" เนื่องจากข้อจำกัดทางสภาวะของโรคและตัวบุคคล
ดังนั้น ผู้ป่วยและญาติจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมตามประกาศสิทธิผู้ป่วยในการขอความเห็นที่สองจากแพทย์ท่านอื่นหรือเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ทันทีหากพบว่าอาการไม่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือกังวลว่าจะเป็นการเสียมารยาท
ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ย้ำเตือนผ่านประสบการณ์เฉียดตายในวัยเด็กของตนเองว่า สัญชาตญาณและการสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองรวมถึงคนใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การกล้าตัดสินใจปรึกษาแพทย์ท่านอื่นเพื่อประเมินอาการซ้ำอย่างทันท่วงทีนั้น อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปกป้องชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้ในท้ายที่สุด ทั้งนี้ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
"ช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีข่าวหนึ่งที่หลายคนน่าจะผ่านตากันมาบ้าง เป็นกรณีคุณครูสาวออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม หลังสามีวัย 31 ปีเสียชีวิตภายหลังไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี โดยตามคำบอกเล่าของครอบครัว ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อออกมาก และอยากให้มีการตรวจหัวใจ แต่สุดท้ายไม่ได้รับการตรวจตามที่ครอบครัวต้องการ ก่อนกลับไปแล้วอาการทรุดจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ล่าสุดทางโรงพยาบาลได้สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ผู้รักษาเป็นการชั่วคราวและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่แพทยสภาก็เตรียมรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อพิจารณาว่ากระบวนการวินิจฉัยและรักษาเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ดังนั้นเรื่องนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบก่อนว่าใครผิด ใครถูก หรือมีความบกพร่องเกิดขึ้นตรงไหนบ้าง
หมอเวรไม่ได้อยากหยิบข่าวนี้มาเพื่อรุมด่าหมอ หรือฟันธงแทนคณะกรรมการว่าเหตุการณ์วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อยากใช้เรื่องนี้บอกอะไรบางอย่างที่คนไข้จำนวนมากอาจยังไม่รู้ นั่นคือ
“ความจริงแล้ว เราสามารถเปลี่ยนหมอได้”
หมอไม่ใช่เทวดา และการเรียนจบแพทย์ก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีความสามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องทุกครั้ง การแพทย์มีความไม่แน่นอนอยู่เต็มไปหมด โรคหลายโรคมีอาการคล้ายกัน โรคเดียวกันก็แสดงอาการต่างกันในแต่ละคน บางครั้งตอนที่มาตรวจครั้งแรกโรคอาจยังแสดงอาการไม่ครบ บางครั้งข้อมูลที่มีในตอนนั้นยังไม่เพียงพอ บางครั้งคนไข้เองก็เล่าอาการไม่ครบ และบางครั้งหมอก็วินิจฉัยพลาดได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่อยู่ใต้เสื้อกาวน์ก็คือมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ในวงการแพทย์จึงมีคำติดปากที่ชอบพูดกันเสมอ
“ทุกการรักษา ไม่มีอะไร 100%”
เพราะฉะนั้นถ้าคุณรู้สึกว่ารักษากับหมอคนแรกแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรืออาการกลับแย่ลงเรื่อยๆ คุณมีสิทธิกลับไปตรวจใหม่ มีสิทธิขอความเห็นจากแพทย์คนอื่น หรือที่เราเรียกกันว่า Second Opinion และมีสิทธิขอเปลี่ยนแพทย์หรือเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ตามหลักเกณฑ์ของสิทธิการรักษาที่ตัวเองมีอยู่ เรื่องนี้ระบุอยู่ในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยของประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่การเสียมารยาท ไม่ใช่การดูถูกหมอ และไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่อยากให้คนอีกคนช่วยดูอาการของเราอีกครั้ง
หมอเวรพูดเรื่องนี้ได้เต็มปาก เพราะตัวเองเคยเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และที่ยังมีชีวิตมานั่งทำเพจนี้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะแม่หมอเวรกล้าที่จะเปลี่ยนหมอและเปลี่ยนโรงพยาบาล
ตอนเด็กๆ สักประมาณ ป.6 หมอเวรเคยป่วยหนัก มีไข้สูง หนาวสั่น พ่อกับแม่พาไปโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง หมอตรวจแล้วให้กลับบ้าน ประมาณว่าพ่อแม่กังวลมากเกินไป แต่กลับมาแล้วอาการก็ไม่ได้ดีขึ้น พ่อกับแม่จึงตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลแห่งที่สอง คราวนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังเลย หมอตรวจแล้ววินิจฉัยว่าน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ และน่าจะใกล้หายแล้ว จึงให้กลับบ้านไปพักต่อ
ปัญหาคือพอกลับถึงบ้านตอนค่ำ สภาพหมอเวรไม่ได้เหมือนคนที่กำลังจะหายเลย ไข้ขึ้นไปประมาณ 41 องศา เกจปรอทวัดไข้ไหลขึ้นไปชนกราฟแบบอัลตราสมูทไปแล้ว อาการทรุดหนักจนแทบไม่มีสติ แล้วหลังจากนั้นภาพก็ตัด จำอะไรไม่ได้อีกเลย
แม่เลยตัดสินใจเป็นครั้งที่สามว่าไม่เอาแล้ว เปลี่ยนรพ.อีกรอบ รอบนี้โรงพยาบาลรัฐอีกแห่งหนึ่งทันที และที่นั่นถึงตรวจพบว่าหมอเวรเป็นไข้เลือดออกและเข้าสู่ภาวะช็อกไปแล้ว ต้องเข้า ICU ต่ออีก 2 คืน หลังจากพ้นช่วงวิกฤตออกมาแล้วก็ยังต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลต่ออีกประมาณ 5 วันกว่าจะได้กลับบ้าน หมอที่รักษาบอกกับแม่ในตอนนั้นว่า ถ้ามาถึงช้ากว่านี้อีกประมาณ 10 นาทีน่าจะไม่รอด
ลองคิดดูว่าถ้าวันนั้นแม่หมอเวรเลือกเชื่อหมอคนแรกว่าไม่เป็นอะไร หรือพอไปโรงพยาบาลที่สองแล้วก็คิดว่านี่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังนะ หมอบอกว่าใกล้หายแล้วก็ต้องใกล้หายสิ แล้วปล่อยให้ลูกนอนอยู่บ้านต่อ ป่านนี้หมอเวรอาจจะนั่งทำเพจอยู่อีกเซิร์ฟหนึ่งไปแล้วก็ได้
เรื่องแบบนี้จริงๆ ไม่ได้ต่างจากเวลารถของเรามีปัญหาเท่าไร เคยเจอเคสรถมีเสียงแกร๊กๆ แปลกๆ ดังมาจากตรงไหนสักแห่ง ขับทุกวันก็รู้ว่าเสียงนี้มันไม่เคยมีและมันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เอาเข้าศูนย์ให้ช่างเช็ก แต่ช่างหาไม่เจอ ตัดสินใจลองเปลี่ยนไปอีกศูนย์หนึ่งก็ยังหาไม่เจออีก แต่เสียงมันก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายลองเอาไปให้ร้านข้างนอกที่เขาชำนาญเรื่องนั้นช่วยดู กลายเป็นว่าร้านนั้นหาเจอและซ่อมจบอาการได้
ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าช่างศูนย์ไม่เก่ง และไม่ได้แปลว่าร้านข้างนอกเก่งกว่าศูนย์ทุกเรื่อง มันแค่หมายความว่าคนแต่ละคนมีประสบการณ์ มีความถนัด และเคยเจอปัญหามาไม่เหมือนกัน อาการบางอย่างช่างคนแรกอาจหาไม่เจอ แต่อีกคนอาจเคยเจอมาแล้วสิบคัน แค่ได้ยินเสียงก็พอจะรู้แล้วว่าควรเริ่มหาจากตรงไหน
หมอก็เหมือนกัน หมอแต่ละคนไม่ได้เก่งทุกโรคเท่ากัน ไม่ได้มีประสบการณ์เหมือนกันทั้งหมด และไม่ได้คิดถึงโรคทุกโรคพร้อมกันในวินาทีแรกที่เห็นคนไข้ บางครั้งหมอคนแรกอาจคิดถึงโรคหนึ่ง แต่อีกคนมองข้อมูลชุดเดียวกันแล้วคิดถึงอีกโรคหนึ่งก็ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการขอความเห็นจากแพทย์คนอื่นถึงเป็นเรื่องปกติในระบบการแพทย์ และไม่ใช่เรื่องที่คนไข้ควรต้องรู้สึกเกรงใจ
หมอเวรคิดว่าส่วนหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนหมอ เป็นเพราะเรามีทั้งความเกรงใจและความเชื่อบางอย่างฝังอยู่ลึกๆ ว่า หมอคือผู้รู้ พอหมอบอกว่าไม่เป็นไรก็คือไม่เป็นไร พอหมอบอกว่าโรคนี้ก็คือโรคนี้ ยิ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือโรงพยาบาลเอกชนค่ารักษาแพงๆ เรายิ่งรู้สึกว่าคำวินิจฉัยตรงหน้ามันต้องถูกแน่นอน
แต่โรงพยาบาลราคาแพงไม่ได้ซื้อความถูกต้อง 100% และโรงพยาบาลรัฐก็ไม่ได้แปลว่าจะวินิจฉัยผิดมากกว่าโรงพยาบาลเอกชน เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน คนที่ตรวจเราก็ยังเป็นมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้
สิ่งที่หมอเวรอยากบอกจึงไม่ใช่ให้ทุกคนระแวงหมอ ไม่ใช่ให้หาหมอหนึ่งคนแล้วไม่พอใจคำตอบก็วิ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนครบสามสี่คนทุกครั้ง และยิ่งไม่ใช่กรณีฉุกเฉินที่อาการกำลังทรุดแล้วเสียเวลาตระเวนไปตามโรงพยาบาลต่างๆ แต่สิ่งที่อยากบอกคือ ถ้าคุณรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาการกลับแย่ลง หรือคุณมองคนที่คุณรักอยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกจริงๆ ว่า “มันไม่ใช่ว่ะ คนนี้ไม่ได้ปกติแน่ๆ” อย่ากลัวที่จะกลับไปหาแพทย์อีกครั้ง อย่ากลัวที่จะขอให้หมออีกคนช่วยดู และอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนโรงพยาบาลถ้าจำเป็น
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่กับร่างกายนี้ทุกวันคือตัวคุณเอง และคนที่เห็นลูก เห็นพ่อ เห็นแม่ เห็นสามีหรือภรรยาของตัวเองทุกวันก็คือคนในครอบครัว คุณอาจไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคอะไร คุณอาจวินิจฉัยโรคเองไม่ได้ แต่คุณรู้ได้ว่า “วันนี้คนคนนี้ไม่เหมือนเดิม”
คุณจะเชื่อหมอก็ได้ แต่อย่าลืมว่าหมอก็เป็นมนุษย์และบางครั้งการตัดสินใจเล็กๆ อย่างการพูดกับพยาบาลว่า “ขอให้หมออีกคนช่วยดูได้ไหม” หรือบอกคนในบ้านว่า “ไปอีกโรงพยาบาลเถอะ อาการมันไม่ปกติ” อาจเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของใครบางคนก็ได้"


