xs
xsm
sm
md
lg

ซัดคนนุ่งขาว! “พ่อบ้านญี่ปุ่น” ฟาดตรรกะวิบัติอ้างธรรมะเหยียบย่ำคนตาย ชี้เงินเยียวยาคือสิทธิ ไม่ใช่รางวัลคนดี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพจดัง 'พ่อบ้านญี่ปุ่น' ฟาดแรงถึงกลุ่มคนนุ่งขาวที่อ้างธรรมะเหยียบย่ำผู้สูญเสียในโศกนาฏกรรมไฟไหม้ผับ ชี้การนำคำว่า 'อโคจร' มาด่าทอฆราวาสคือตรรกะที่ไร้เมตตาธรรม เพราะหลายชีวิตที่จากไปคือพนักงานหาเลี้ยงครอบครัวและฮีโร่กู้ภัย พร้อมเทียบชัดๆ กับมาตรฐานความปลอดภัยญี่ปุ่น ที่กฎหมายคุ้มครองชีวิตประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการนำ 'เกรดศีลธรรม' มาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการเยียวยา!

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Nathapong Kongying" หรือที่รู้จักในชื่อ "พ่อบ้านญี่ปุ่น" ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่นำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาบิดเบือนเพื่อซ้ำเติมผู้สูญเสียจากเหตุโศกนาฏกรรมไฟไหม้สถานบันเทิง โดยชี้แจงว่าการใช้คำว่า "อโคจร" มาตัดสินเหยื่อนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดและขาดความเมตตา

เนื่องจากผู้ประสบเหตุจำนวนมากคือคนทำงานหาเลี้ยงชีพสุจริตและอาสาสมัครกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น พร้อมเปรียบเทียบกับระบบของประเทศญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมาย และรัฐเยียวยาพลเมืองทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่นำศีลธรรมมาเป็นตัวคัดกรอง ทั้งนี้ ผู้เขียนเน้นย้ำว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ใช่รางวัลสำหรับคนดี และแก่นแท้ของศาสนาพุทธคือการมีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่การเหยียบย่ำผู้ที่จากไปเพื่อยกตนข่มท่าน ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อวามว่า

"คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเขียนลงเฟซบุ๊กส่วนตัวดีไหม??? ใจหนึ่งก็เสียวๆ จะโดนคนดังออกมาถล่ม หรืออาจจะโดนทัวร์จากคณะลูกศิษย์ของคนนุ่งขาวที่ชอบเทศน์ธรรมะแบบมั่วๆ มาลงเฟซบุ๊ก เพจน้อยๆ ของผมเหมือนกัน ... แต่... ช่างแมร่งครับ!!! ซื่อสัตย์ต่อหัวใจและความรู้สึกของตัวเองดีกว่า

ในฐานะผมก็ “คนที่เคยอยู่วัดมาก่อน” และ “ใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นมานาน” พอเห็นคนจับแพะชนแกะ เอาข้อธรรมะมาพูดบิดเบือนเพื่อสร้างความสะใจในวันที่คนอื่นสูญเสียแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ ที่ต้องขอออกมาพูดความจริง … แย้งด้วยเหตุผล ผมไม่รู้จักส่วนตัวกับใคร

1. "อโคจร" กับ "อบายมุข" ... อย่าเอาคำสอนของพระ มายัดเยียดด่าฆราวาส สิ่งที่คนนุ่งขาวคนนั้นพูด คือความตื้นเขินและบิดเบือนหลักพุทธศาสนาโดยเฉพาะการใช้คำว่า “อโคจร” มารุมประณามผู้เสียชีวิต … นี่ไม่ใช่ แล้วคำว่า "อโคจร" (ใช้กับพระภิกษุ)…ในพระวินัยปิฎก คำนี้แปลว่า สถานที่ที่ไม่ควรเที่ยวไปของ “พระสงฆ์” (เช่น ร้านเหล้า สำนักนางโลม บ้านหญิงหม้าย) มีไว้เพื่อควบคุมไม่ให้พระศีลหมองมัว ฆราวาสหรือคนธรรมดาไม่ได้มีศีลข้อนี้ เพราะเรายังต้องทำมาหากินในโลกฆราวาส

คำว่า "อบายมุข" (ใช้กับฆราวาส)…พระพุทธเจ้าทรงเตือนคนธรรมดาว่า … การเที่ยวกลางคืนเป็นอบายมุข คือ “ทางแห่งความเสื่อมทางทรัพย์สิน” ทรงเตือนด้วยความห่วงใยไม่ให้ประมาท แต่... พระองค์ไม่เคยตรัสว่าคนที่ย่างกรายเข้าไปในสถานที่อบายมุขคือคนเลวชั่วช้าที่สมควรตาย หรือไม่ควรได้รับการช่วยเหลือ การหยิบคำของพระที่อยู่ในวัด แล้วเอามาตัดสินคนธรรมดาที่อยู่ในโลกแล้วบอกว่าพวกเขาไปตายเองในที่อโคจร จึงเป็นเพียงการ “โชว์เหนือทางศีลธรรม” ที่ไร้ความรู้จริงทางธรรมะ และไร้คุณธรรมในใจอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ดื่ม ไม่เที่ยวนะ … แต่ก็เข้าใจหัวอกนักดื่ม นักเที่ยว และวิถีชีวิตของคนทำงานในสถานที่นั้นๆ คนมีธรรม ต้องไม่พูดถ่มถุยใคร … พูดธรรมต้องรู้จักกาลด้วย

2. มองกลับมาที่ "ญี่ปุ่น" ... ความปลอดภัยคือ "ระบบ" ไม่ใช่ "เรื่องของเวรกรรม" ผมใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นมานาน ขอบอกเลยว่าถ้าเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านเหล้าหรือคลับแบบนี้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น วิธีคิดของสังคมและรัฐจะต่างจากบ้านเราลิบลับ ญี่ปุ่นไม่มีตรรกะ "ไปเที่ยวเอง...สมควรตาย" แน่นอน ต่อให้คุณจะไปเมาปลิ้นตอนตีสองตีสาม ถ้าเป็นที่ฟุกุโอกะก็ย่าน "นากะสึ" หรือถ้าโตเกียวก็ย่าน "คาบูกิโจ" แล้วเกิดไฟไหม้ขึ้นมาสังคมญี่ปุ่นจะไม่มีวันมาชี้หน้าด่าเหยื่อว่า "สมควรแล้วเพราะไปที่อโคจร" แต่เขาจะพุ่งเป้าไปที่ "ระบบความปลอดภัย" ทันทีกฎหมายดับเพลิงญี่ปุ่นโหดมาก … ร้านกินดื่ม (Izakaya) หรือคลับที่ญี่ปุ่น ต่อให้เล็กแค่ซอกตึก ก็ต้องตรวจระบบสปริงเกอร์ ทางหนีไฟ และวัสดุกันไฟลามอย่างเข้มงวดทุกปี พูดถึงเรื่องการขออนุญาตก็ต้องโปร่งใส แทบไม่เห็นเรื่องส่วยหรือเงินใต้โต๊ะระหว่างเจ้าของร้านกับเจ้าหน้าที่รัฐเลยก่อนที่จะเปิดกิจการได้ หากเกิดเหตุขึ้นมา เจ้าหน้าที่รัฐที่ตรวจรับและเจ้าของร้านต้องรับผิดชอบร่วมกันทางอาญาอย่างหนักฐานละเลยความปลอดภัยของพลเมืองรัฐ ช่วยเหลือโดยไม่เลือกปฏิบัติ…รัฐบาลญี่ปุ่นเยียวยาผู้ประสบภัยทุกคนตามสิทธิของสวัสดิภาพแห่งรัฐ เพราะทุกคนคือมนุษย์และพลเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่มีมานั่งคัดกรอง "เกรดศีลธรรม" ของคนเจ็บคนตายก่อนจ่ายเงินช่วยเหลือ ที่ญี่ปุ่นเขาปลอดภัย เพราะเขาเชื่อใน "ระบบและการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม"… ไม่ใช่เชื่อเรื่องการปล่อยให้คนตายไปตามยถากรรมแล้วบอกว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมของใครของมัน

3. พวกเขาไม่ได้ไปทำชั่ว... แต่พวกเขาไปทำมาหากิน ข้อเท็จจริงที่เจ็บปวดที่สุดในโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือ ….คนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากไม่ใช่แค่นักเที่ยว แต่มีทั้ง...นักดนตรี นักร้อง: ที่ต้องใช้เสียงเพลงและหยาดเหงื่อแลกเงินมาจุนเจือครอบครัว พนักงานบริการ เด็กเสิร์ฟ คนครัว: คนหาเช้ากินค่ำที่ทำงานสุจริต อาสาสมัครและกู้ภัย: ฮีโร่ที่วิ่งสวนกองเพลิงเข้าไปช่วยชีวิตคนอื่นจนตัวเองต้องจบชีวิตลง คนเหล่านี้ผิดอะไร?

พวกเขาทำ “สัมมาอาชีวะ” เลี้ยงดูพ่อแม่ และลูกๆ ช่วยเหลือครอบครัวของเขาอย่างซื่อสัตย์ การเอาคำว่า “อโคจร” ไปเหมาเข่ง พ่นน้ำลายใส่ความตายของพวกเขา คือการกระทำที่ไร้ความเมตตาธรรมอย่างที่สุด น่าเศร้ามากๆ ตรงที่คนที่บอกว่าตัวเองเป็นครู เป็นอาจารย์ นุ่งขาวห่มขาว พูดจามีหลักมีการ ยกหลักธรรมมาอ้าง เหมือนมีพระพุทธเจ้าเป็นกำแพงให้ แล้วบอกว่า เขาเหล่านั้นสมควรตายได้ยังไง??? ไม่ควรได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และก็มีคนอีกจำนวนมากที่พูดจาถ่มถุยคนที่ตาย ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนที่ทำหน้าที่ของตนเอง และเคยเสียภาษีให้ประเทศคนหนึ่ง คำพูดประเภทที่ว่า..."เสือกไปที่ที่ไม่ควรไปเอง สมควรตายแล้ว และไม่สมควรที่รัฐจะเอาเงินของประเทศไปช่วยเหลือคนเหล่านี้" คำพูดเหล่านี้… ช่างโหดร้าย เลือดเย็นจริงๆ ช่างเป็นประเทศของ "คนดีย์" เหลือเกิน… และอ้างตัวเองว่าเป็นเมืองพุทธด้วยสิ

4. เงินเยียวยาของรัฐ ไม่ใช่ "ถ้วยรางวัลคนดี" แต่เป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของพลเมืองทุกคน มีบางคนพยายามสร้างกระแสว่าไม่ควรเอาเงินภาษีไปจ่ายให้คนแบบนี้ นี่คือความเข้าใจผิดทางกฎหมายและระบบสวัสดิการอย่างรุนแรง เจ้าของร้านต้องรับผิดชอบ 100%: อันนี้ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและอาญา ความมักง่ายของผู้ประกอบการต้องถูกลงโทษและชดใช้จนถึงที่สุด แต่รัฐก็มีหน้าที่เยียวยา: เงินช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยจากรัฐเงินนี้ไม่ใช่เงินรางวัลสำหรับคนทำดี … แต่เป็นสวัสดิการที่จ่ายให้พลเมืองทุกคนที่ประสบภัยพิบัติ เพราะพวกเขาก็จ่ายภาษี (อย่างน้อยที่สุดคือ VAT 7% ในทุกๆ วัน) รัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของประชาชนโดยไม่มีสิทธิ์คัดกรองด้วยศีลธรรมส่วนตัว

บทสรุป…

อย่าเชื่อว่าเขาดี เขาเก่ง เพียงเพราะเขาพูดแต่ธรรมะ... เพราะบางอย่างที่พูด มันเป็นตรรกะวิบัติแบบสุดโต่งที่ไร้เมตตาธรรม
การพูดจาเหยียบย่ำผู้สูญเสียเพื่อสถาปนาตัวเองให้ดูเป็นผู้ทรงศีล คือตรรกะที่วิปริตที่สุด พุทธศาสนาที่แท้จริงไม่เคยสอนให้เราซ้ำเติมคนตาย หรือเพิกเฉยต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ หัวใจเราคนพุทธคือมี "เมตตา และ กรุณา" ต่อมวลเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน

เชื่อสิครับ...หากไร้ซึ่งความเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์แล้ว ต่อให้ห่มขาว ถือศีลร้อยข้อ หรือท่องพระไตรปิฎกได้ทั้งเล่ม มันก็เป็นแค่เปลือกที่ว่างเปล่าและไร้หัวใจ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกท่านในโศกนาฏกรรมครั้งนี้

ขอให้ความจริงทางกฎหมายลากตัวคนผิดมารับโทษ และขอให้สังคมไทยโอบอุ้มเยียวยากันและกันด้วยความเป็นมนุษย์ มีเมตตากรุณาต่อกันด้วยหัวใจ"