นพ.วีระพันธ์ รอง ปธ.กมธ.สาธารณสุขฯ เปิดความจริงสุดช็อก รพ.รัฐกว่า 400 แห่งกำลัง "ถังแตก" เผชิญภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเงินบำรุงติดลบ และส่อแววอยู่ได้อีกเพียง 3 เดือน ชี้ต้นตอมาจากงบอุดหนุน สปสช.ที่จ่ายค่ารักษาต่ำกว่าต้นทุนจริง ซ้ำล่าสุดถูกประกาศเลื่อนจ่ายเงินเดือนมิถุนายนอย่างไม่มีกำหนด
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. เฟซบุ๊ก “Veerapun Suvannamai” ของ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่สะเทือนวงการสาธารณสุขไทย ชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วทางการเงินที่กำลังลุกลามจนโรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่งทั่วประเทศอยู่ในภาวะ "ถังแตก" และอาจมีเงินหมุนเวียนเหลือใช้ได้อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น
โดยระบุว่า “ผมจะเล่าให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์ของโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขาดแคลนต้นทุนจนอาจไม่สามารถรักษาคนไข้ให้ดีได้ แต่ทุกครั้งที่ออกมาพูดจะถูกคนบางฝ่ายกล่าวหาว่า กลุ่มล้ม 30 บาทบ้าง กลุ่มการเมืองที่หวังร้ายกับ สปสช.บ้างเสมอ
เงินที่โรงพยาบาลต่างๆ ได้เป็นรายได้เข้ามา มาจากหลายทางครับ
1. เงินจาก สปสช. ซึ่งถือเป็นเงินก้อนหลักที่มากที่สุด
2. เงินจากกองทุนประกันสังคม
3. เงินจากกองทุนที่เบิกได้จากข้าราชการต่างๆ
4. เงินบริจาค
5. เงินที่ รพ.สามารถหารายได้เอง เช่น ห้องพิเศษ บริการพิเศษต่างๆ
แต่เงินหลักอย่างที่บอกที่จะเข้าเป็นรายได้ของ รพ. มาจากเงิน สปสช. ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70-80% ของรายได้โรงพยาบาล แต่เงินก้อนนี้จ่ายน้อยกว่าความเป็นจริงทุกครั้งที่เกิดการรักษา
ผมยกตัวอย่างตัวเลขที่ใกล้ความจริง สมมติโรงพยาบาลรักษาผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบแบบไม่มีภาวะแทรกซ้อนให้คนไข้ 1 คน คิดเป็นประมาณ 1AdjRW คือตีง่าย ๆ ถ้า สปสช.ไม่ประกาศปรับลดเงินตอนสิ้นปี คือ 8,350 บาท (บางครั้งจ่ายจริงออกมาเพียง 5 พันบาท) เงินก้อนนี้ดันมีเงินเดือนของหมอพยาบาลปนอยู่ด้วยประมาณ 3 พันกว่าบาท สรุปว่า โรงพยาบาลได้รายได้จากการผ่าตัดไส้ติ่งจาก สปสช. 5,000 บาท
แต่หากไปรักษาคนที่ใช้สิทธิประกันสังคม รพ.จะได้รายได้ประมาณ 12,000 บาท
และหากไปรักษาคนที่ใช้สิทธิข้าราชการ รพ.จะได้ 14,000 บาท
ในขณะที่ต้นทุนจริงของการผ่าตัดรักษาไส้ติ่งคงอยู่ที่ประมาณหมื่นสองถึงหมื่นสี่นั่นแหละครับ (นี่เป็นเหตุหนึ่งที่อาจารย์หมอหลายคนออกมาบอกว่าหากยกเลิกสิทธิข้าราชการ รพ.จะยิ่งเจ๊งหนักกว่าเก่า)
แปลว่า รพ.ยิ่งรักษาคนไข้สิทธิบัตรทองมากเท่าไหร่ รพ.จะเงินหายไปมากเท่านั้น
ทีนี้ รพ.จะทำอย่างไร?
รพ.ก็ต้องเอาเงินจากสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม เงินบริจาค เงินบำรุงของโรงพยาบาลออกมาเพื่อหมุนซื้อยา เวชภัณฑ์ต่างๆ ให้คนไข้ ปรับปรุงเครื่องมือ และจ่ายเงิน OT ต่างๆ ของบุคลากร
ตอนนี้ รพ.ทั่วประเทศ 900 กว่าแห่ง เงินบำรุงติดลบไปแล้ว 400 กว่าแห่ง และเงินบำรุงรวมทุก รพ.ทั่วประเทศเหลือใช้ตอนนี้ ใช้ได้อีกประมาณ 3 เดือน หากไม่มีเงินมาเพิ่ม รพ.ไม่ได้แสวงหากำไรหรอกครับ แต่เราไม่มีเงินซื้อยามาให้ประชาชนแล้ว
ล่าสุดวันนี้ สปสช.ออกประกาศอีกว่า ขอเลื่อนการชำระเงินของเดือนมิถุนายน ให้หน่วยบริการต่างๆ อย่างไม่มีกำหนด ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ที่รุนแรงอยู่แล้วของหน่วยบริการ ที่จะบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพลงไปอีก และไม่มีใครสามารถต่อรองกับเขาได้เลย เพราะเงินอยู่ในมือเขา
ปัญหานี้กระทบประชาชนแน่นอนครับ บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ยอมทำงานอย่างหนัก ยอมได้เงินเพิ่มพิเศษต่างๆ ออกช้า ยอมอดหลับอดนอนเพื่อคนไข้ แต่เมื่อออกมาบอกความจริงกับประชาชน จะโดนตราหน้าทันทีว่า
"ไม่ไหวก็ลาออกไปซะ, คิดแต่เรื่องเงิน, โรงพยาบาลไม่ควรคิดกำไรขาดทุนกับประชาชนนะ"
นี่แสดงถึงความที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์จริงโดยถ่องแท้ของประชาชนครับ ผมก็หวังว่าการเล่าอย่างตรงไปตรงมานี้จะทำให้เกิดความตระหนักรู้ของประชาชนว่า สถานการณ์สาธารณสุขของบ้านเรา กำลังจะพังครืนในไม่ช้านี้แล้ว หากเราไม่ช่วยกัน สิ่งที่พวกเราจะช่วยกันได้เบื้องต้น ก็คือ
เข้าใจสถานการณ์ รักษาตัวเองให้แข็งแรง ช่วยกันแชร์บทความนี้ออกไปให้มากที่สุด ร่วมกันแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ให้มีสัดส่วนของผู้ให้บริการเข้าไปมากขึ้นกว่านี้เพื่อเป็นปากเสียงให้พวกเรา
เงินโรงพยาบาลจะรักษาคนไข้ยังไม่มี แต่มีเงินแจกฮอร์โมนข้ามเพศ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วครับ”


