xs
xsm
sm
md
lg

ขบ.เตรียมต่อ “แอปบี” 11 ก.ค. ท่ามกลางเสียงค้านผู้บริโภค

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ขบ.เตรียมเลือกต่อใบอนุญาตให้แอปเรียกรถ "บี" 11 ก.ค.นี้ ค้านสายตากรรมการเมินผู้บริโภค วงการหวั่นเกิดมาตรฐานใหม่กฎหมายไทยอยู่ใต้ทุนต่างชาติ หลังคนขับแอปนี้ก่อคดีฉาวนับพันแต่ขนส่งฯ เลือกสั่งการให้ผ่อนผันแบบยกประโยชน์ให้จำเลย 2 ครั้งใน 2 เดือน และต่อใบอนุญาตให้ในที่สุด

แหล่งข่าวจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ ขบ.ได้ผ่อนผันให้แอปเรียกรถ "บี" ซึ่งประสบปัญหาจากการที่ผู้ขับรถให้บริการในความรับผิดชอบของแอปบีได้ก่อคดีร้ายแรงต่อผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากและเป็นข่าวดังทั้งในสื่อไทยและต่างประเทศ

แต่แม้ว่าขณะนี้เวลาผ่านไป 2 เดือนจากวันหมดอายุใบอนุญาตของแอปบีและมีการขยายระยะเวลาการพิจารณาการปรับปรุงของแอปบีออกไปให้ถึง 2 ครั้ง กลับไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนถึงการพิจารณาของ ขบ.ต่อกรณีดังกล่าว

โดยเงื่อนไขหนึ่งในสิ่งที่ ขบ.ระบุให้แอปบีต้องดำเนินการคือ ระบบการคัดกรองคนขับและการต้องมีใบขับขี่สาธารณะเพื่อให้มีหลักฐานต่อกระบวนการทางกฎหมายในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เพื่อให้ได้รับการรับรองจาก ขบ.ว่ามีสุขภาพและประวัติพร้อมให้บริการ และต้องไม่รับคนใหม่ที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะเข้าระบบเลย ต้องไม่มีคนใหม่เข้ามาในระบบเด็ดขาด ซึ่ง ขบ.จะให้เวลาคนที่อยู่ในระบบทำใบขับขี่ถึงวันที่ 30 กันยายน หลังจากนั้นแล้วในระบบหากยังมีผู้ให้บริการที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะอยู่จะมีระบบในการให้ ขบ.หักคะแนน และจะดำเนินการไม่ให้แอปฯ ให้บริการในหมวดนี้ชั่วคราว แต่ทั้งหมดนี้จะต้องมีการสื่อสารและแจ้งกับประชาชนก่อนว่าแอปนี้ยังมีผู้ให้บริการที่ไม่มีใบขับขี่เท่าไร ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจำนวนเท่าไร จนเกินกว่าที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขจึงจะมีมาตรการหยุดให้บริการ

ก่อนหน้านี้ ขบ.เคยมีการประชุมกับแอปบีและได้รับรายงานว่าได้มีการดำเนินการเอารายชื่อผู้ขับขี่ของแอปฯ ออกจากระบบไปแล้วถึงกว่า 7 หมื่นรายแต่ยังไม่ทราบว่าจำนวนผู้ขับขี่อย่างถูกกฎหมายของแอปฯ มีอยู่เท่าไหร่

สาเหตุที่ “แอปบี” ไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้บริการที่สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 69 สืบเนื่องมาจากเกิดการก่อคดีหลายครั้งจากพฤติกรรมของคนขับและไรเดอร์ในระบบที่ก่อเหตุกับผู้โดยสาร ทั้งวิวาท ทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ

กังวลเกิดมาตรฐานใหม่
ภาครัฐไทย "เลือกปิดตา"

แหล่งข่าวจากวงการผู้ประกอบการธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยกล่าวว่า กรณีแอปบีไม่ใช่แค่เรื่องแอปเรียกรถใบอนุญาตหมด คนขับไม่มีใบอนุญาตสาธารณะ หรือเรื่องระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์มต่างชาติที่รัฐไทยตรวจสอบไม่ได้ แต่มันกำลังกลายเป็นประเด็นว่า กฎหมายไทยโดยเฉพาะกฎหมายด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลในวันนี้ ยังมีน้ำหนักและทันสมัยพอจะบังคับใช้กับแพลตฟอร์มต่างชาติหรือไม่

โดยที่ก่อนหน้านี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้รับจดทะเบียนแพลตฟอร์มแอปเรียกรถเคยระบุถึงกรณีการจัดการกับแอปเรียกรถที่ก่อคดีกับผู้บริโภคว่า ดีอีเป็นเพียงผู้รับจดทะเบียนให้แพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดหรือเรียกร้องความรับผิดชอบใดๆ กับแพลตฟอร์มแอปได้ เพราะกฎหมายที่มีกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรในลักษณะนั้นได้

"ประเด็นที่ได้รับการจับตากันในแวดวงตอนนี้คือ ต่อไปจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของไทยหรือไม่ ที่เมื่อธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์นวัตกรรม แต่พอสร้างปัญหาให้ผู้บริโภคในประเทศ ก็จะมีแรงกดดันบางอย่างจนหน่วยงานภาครัฐไทยต้องเลือกที่จะถอย และผ่อนผัน ปล่อยให้ประชาชนรับความเสี่ยงกันเองต่อไป อย่างเคสแอปเรียกรถบีถือเป็นตัวอย่างที่อาจกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ควรจะมีนี้ต่อไป"

ทั้งนี้ มีการเปรียบเทียบว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมาตรฐานสากล เช่น ในกรุงลอนดอน (TfL) ที่สั่งเพิกถอนและปฏิเสธการต่อใบอนุญาตของ Uber ทันทีที่ตรวจพบว่าระบบคัดกรองประวัติคนขับมีความหละหลวม

ในขณะที่ "แอปบี" มีเหตุการณ์ก่อคดีค่อนข้างร้ายแรง เช่น เหตุการณ์คนขับทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นย่านอโศก และคดีไรเดอร์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงจนต้องกระโดดหนีจากรถ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุไม่มีแม้กระทั่งใบขับขี่สาธารณะ บางรายมีการสวมไอดี แสดงให้เห็นถึงการละเลยระบบการคัดกรองประวัติคนขับ และขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสิ้นเชิง จนนำไปสู่ภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการ แต่กลับไม่มีมาตรการลงโทษใดๆจาก ขบ.เลย มีเพียงชะลอการต่อใบอนุญาตให้เท่านั้นแต่ก็สามารถเปิดให้บริการประชาชนได้แม้ไม่มีใบอนุญาตได้จนถึงขณะนี้

“นี่คือภาวะอันตรายของรัฐสมัยใหม่ที่มีการพูดเรื่องอธิปไตยทางดิจิทัลกันอย่างสวยหรู แต่เมื่อเจอแพลตฟอร์มต่างชาติก่อปัญหาจริงกลับกำกับไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ สั่งหยุดก็ไม่ได้ หรือไม่กล้าสั่งหยุด”

ทั้งนี้ มีการระบุถึงกรณีการบริหารจัดการแอปบีที่เป็นกรณีตัวอย่างในครั้งนี้ว่ามี 4 จุด คือ จุดแรกอำนาจกำกับกระจัดกระจายจนไม่มีเจ้าภาพจริง โดยกรมการขนส่งทางบกดูรถและคนขับ กระทรวงดีอีและ ETDA ดูแพลตฟอร์ม ตำรวจดูคดีอาญา แต่เมื่อเกิดปัญหาจริง กลับไม่มีใครสามารถตอบประชาชนได้อย่างชัดเจนว่าใครมีอำนาจสั่งหยุด ใครต้องรับผิด และใครต้องลงนาม

จุดที่สองคือ รัฐไทยไม่มีข้อมูลเท่ากับแพลตฟอร์ม
ถ้าแพลตฟอร์มถือข้อมูลคนขับ จำนวนบัญชี ทะเบียนรถ ประวัติการรับงาน การใช้บัญชีแทนกัน และข้อมูลความเสี่ยงไว้เอง แต่รัฐไม่มีระบบ audit แบบจริงจัง การกำกับก็จะกลายเป็นเพียงละครหลังเกิดเหตุ รอให้มีคดี รอให้มีผู้เสียหาย รอให้สังคมโวย แล้วค่อยเรียกมาชี้แจง

จุดที่สาม กฎหมายไทยมี แต่การบังคับใช้ไม่เด็ดขาด การมีประกาศ การมีเงื่อนไข การมีขั้นตอน 30 วัน 60 วัน 90 วัน ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย หากทุกครั้งที่ถึงเวลาต้องใช้กฎหมายจริง รัฐกลับเลือกคำว่า “อนุโลม” “รอพิจารณา” “ให้โอกาสแก้ไข” หรือ “อยู่ระหว่างประสานงาน”

และจุดที่สี่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทูตอาจกำลังทับซ้อนกับความปลอดภัยของประชาชนที่มีสิทธิที่จะกังวลว่า เมื่อกระทรวงดีอีพูดเรื่อง AI ความมั่นคง การประเมินความเสี่ยง ความปลอดภัยข้อมูล และการรับมือภัยดิจิทัล แต่กรณีแพลตฟอร์มเรียกรถซึ่งมีข้อมูลการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก กลับยังไม่มีคำตอบหนักแน่นว่ารัฐไทยตรวจสอบอะไรได้บ้าง สั่งอะไรได้บ้าง และลงโทษอะไรได้จริง

“รัฐพูดเรื่อง AI ระดับชาติ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าแพลตฟอร์มเรียกรถต่างชาติที่หมดใบรับรองแล้วควรหยุดหรือไม่ รัฐพูดเรื่องความมั่นคงดิจิทัล แต่ยังไม่ชัดว่าข้อมูลการเดินทางของคนไทยถูกกำกับอย่างไร รัฐพูดเรื่องความปลอดภัย แต่ผู้โดยสารยังต้องเสี่ยงกับคนขับที่อาจไม่ผ่านระบบตรวจสอบตามมาตรฐาน รัฐพูดเรื่องกฎหมายดิจิทัล แต่การบังคับใช้จริงกลับช้า อ่อน และเต็มไปด้วยข้อยกเว้น” แหล่งข่าววงการดิจิทัลกล่าว