xs
xsm
sm
md
lg

"ปล้นปั๊มแจกชาวบ้าน?!" เจ้าของปั๊มซัดเดือด รัฐสั่งหั่นน้ำมัน 2.5 บาท หวังกู้เรตติ้ง ทำเอกชนกระอักเลือด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มาตรการลดราคาน้ำมัน 2.5 บาทต่อลิตรของรัฐบาลหวังบรรเทาค่าครองชีพตามทิศทางตลาดโลกกำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ล่าสุดลุกลามเป็นประเด็นร้อนเชิงโครงสร้าง เมื่อตัวแทนผู้ประกอบการออกมาระบุชัดว่าการสั่งลดราคาแบบกะทันหันคือการผลักภาระให้เอกชนต้องแบกรับภาวะขาดทุนจากสต๊อกเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงนัยทางการเมือง ว่านี่อาจเป็นการใช้ต้นทุนของเอกชนเพื่อกู้คะแนนความนิยมให้รัฐบาล ท่ามกลางความเสี่ยงที่ธุรกิจปั๊มน้ำมันรายย่อยอาจต้องเผชิญภาวะล้มละลาย

สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการราคาขายปลีกภายในประเทศให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ต่อมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นตรึงราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลให้อยู่ในระดับไม่เกิน 35.00 บาทต่อลิตร ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากกลุ่มโรงกลั่นมาชดเชยราคา ควบคู่กับการให้ กบน.บริหารสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์: ปรับลดลง 2.51 บาทต่อลิตร

กลุ่มดีเซล: ปรับลดลง 2.56 บาทต่อลิตร (ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. เพจเฟซบุ๊ก "ปั๊มเคบางจาก ปั๊มสุดท้ายราคากรุงเทพขาล่องใต้ พระรามสอง กม.79" ได้ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนถึงวิกฤตที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนน้ำมันที่รับมาในสต๊อกก่อนหน้านี้สูงถึง 36.9 บาทต่อลิตร การถูกสั่งให้ลดราคาขายปลีกลงอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อรองรับส่วนลดนั้น โดยระบุว่าพฤติการณ์นี้ไม่ต่างจาก "การที่รัฐปล้นเจ้าของปั๊มไปแจกเงินให้ประชาชน"

พร้อมโต้แย้งความเข้าใจผิดของสังคมที่มองว่าปั๊มน้ำมันได้กำไรจากค่าการตลาดเสมอ โดยชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริง ภาวะราคาผันผวนรุนแรงเช่นนี้ทำให้ค่าการตลาดไม่สามารถชดเชยภาวะขาดทุนจากสต๊อกได้

ผู้โพสต์ได้แสดงความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยตั้งคำถามถึงนัยแอบแฝงทางการเมือง ว่าการสั่งลดราคาหน้าปั๊มอย่างฉับพลันนี้ เป็นการ "ดิ้นหนีตาย" หรือทำเพื่อกู้คะแนนความนิยมของตัวนายกรัฐมนตรีเองหรือไม่

นอกจากเรื่องผลกระทบทางธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการยังได้ระบายถึงผลกระทบทางจิตใจและสังคม ที่มักจะถูกประชาชนบางส่วนมองว่าเป็นผู้ฉวยโอกาส หรือถูกซ้ำเติมเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์ รวมถึงเคยถูกคุกคามข่มขู่ถึงขั้นจะทำร้ายร่างกายในเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในอดีต ผู้ประกอบการย้ำทิ้งท้ายว่า ไม่ได้คัดค้านการลดราคาน้ำมันเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ต้องการคือ การปรับลดราคาควรมีขั้นตอน หลักเกณฑ์ และหลักการรองรับที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่การผลักภาระมาให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบฝ่ายเดียว และเรียกร้องให้สื่อมวลชนและภาคประชาสังคม นำเสนอข้อมูลให้ครบถ้วนทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความเกลียดชังต่อธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน พร้อมชี้ว่า เจ้าของปั๊มก็คือประชาชนคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพสุจริต หากแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหวจนต้องปิดกิจการ ผลที่ตามมาคือการถูกยึดทรัพย์สินที่ค้ำประกันไว้กับธนาคาร จึงวอนขอให้สังคมเปิดใจรับฟังด้วยเหตุผล