xs
xsm
sm
md
lg

ประธานองค์กรแพทย์ รพ.พุทธชินราชเบรกกระแสเปิดคณะแพทย์ใหม่ ชี้รัฐกำลังผลิตหมอเติม "ถังน้ำก้นรั่ว"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาสมองไหลและหมอขาดแคลน ล่าสุดเกิดเสียงสะท้อนสั่นสะเทือนวงการสาธารณสุข เมื่อ "พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร" ประธานองค์กรแพทย์ รพ.พุทธชินราช ออกมาโพสต์ดึงสติสังคม ชี้การเร่งผลิตแพทย์อาจเป็นเพียงการเติมน้ำลง "ถังที่ก้นรั่ว" หากรัฐยังไม่แก้ปัญหาภาระงานหนักจนแพทย์แห่ลาออก พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า "ศิษย์ต้องมีครู" แต่ทุกวันนี้บุคลากรหน้างานแบกรับภาระจนแทบไม่มีเวลาพัก แล้วระบบจะเอาความพร้อมจากไหนไปปั้นแพทย์คุณภาพรุ่นใหม่!

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Ratcharin Aew" หรือ แพทย์หญิง รัชริน เบญจวงศ์เสถียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษา ประจำโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก และดำรงตำแหน่งประธานองค์กรแพทย์ ออกมาโพสต์ข้อความท่ามกลางกระแสการเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร แม้จะเป็นทิศทางที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของสังคม ทว่าประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเชิงโครงสร้างอย่างรอบด้านคือการอุดรอยรั่วของระบบสาธารณสุขภาครัฐ

ทั้งในมิติของภาระงานและคุณภาพชีวิตที่ผลักดันให้บุคลากรลาออกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความท้าทายด้านศักยภาพของ "ครูแพทย์" ในโรงพยาบาลต่างๆ ที่ปัจจุบันต้องแบกรับภาระการตรวจรักษาจนล้นมือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรฐานการเรียนการสอนในชั้นคลินิกและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมุ่งเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการเตรียมระบบนิเวศทางการศึกษาให้พร้อม และการเร่งปรับปรุงโครงสร้างการทำงานให้เข้มแข็ง เพื่อรักษาบุคลากรทางการแพทย์ให้อยู่คู่ระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"การเปิดคณะแพทยศาสตร์ใหม่ในช่วงนี้ เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมาก มีทั้งความหวังของครอบครัวที่อยากเห็นลูกหลานได้เป็นแพทย์ ความหวังของระบบสุขภาพที่อยากมีบุคลากรเพิ่มขึ้น และความหวังของประชาชนที่อยากเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ส่วนตัวแล้ว ฉันไม่ได้ต่อต้านการเปิดคณะแพทย์ใหม่ และเข้าใจบริบทของประเทศดี ว่าเรากำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแพทย์ การลาออกจากภาครัฐ และมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่อยากเรียนแพทย์ แต่ในฐานะแพทย์คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในระบบนี้มานาน มีข้อสังเกตส่วนตัวอยู่เพียง 2 เรื่อง ที่อยากชวนทุกคนช่วยกันคิดให้ลึกกว่าคำว่า "ผลิตแพทย์เพิ่ม"

ข้อแรก เรากำลังผลิตแพทย์มาเติมใน "ระบบที่เป็นถังน้ำก้นรั่ว" อยู่หรือไม่?

ทุกวันนี้เราเห็นข้อมูลการลาออกของแพทย์จากภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจมองว่าคำตอบคือ "ผลิตเพิ่ม" แต่คำถามที่ฉันสงสัยเสมอคือ เราได้ซ่อมถังน้ำที่รั่วอยู่แล้วหรือยัง? เราดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานของแพทย์ในภาครัฐดีพอแล้วหรือยัง? ภาระงาน ชั่วโมงการทำงาน การอยู่เวร การฟ้องร้อง ความกดดัน และคุณภาพชีวิตของบุคลากร เราแก้ไขไปได้มากน้อยแค่ไหน? เพราะถ้าเราผลิตแพทย์มาเติมได้มากขึ้น แต่ระบบยังผลักให้คนออกจากระบบเร็วขึ้นเช่นกัน ทำอย่างไรเราก็คงไม่สามารถเติมแพทย์ได้เพียงพอ

ข้อที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันกังวลมากกว่า คือ "ศิษย์ต้องมีครู"

ฉันไม่ค่อยห่วงการเรียนในช่วง 3 ปีแรกของแพทย์ เพราะเป็นการเรียนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการบรรยายเป็นหลัก แต่สิ่งที่เป็นหัวใจของการเรียนแพทย์จริงๆ คือ 3 ปีหลัง เป็นช่วงที่นักศึกษาแพทย์ต้องตรวจผู้ป่วยจริง ทั้งที่ OPD และใน Ward ต้องเรียนรู้จากคนไข้ ครอบครัว และ "ครูแพทย์ตัวจริง" คำถามคือ เรามีครูแพทย์ที่พร้อมสอน เพียงพอแล้วหรือยัง?
ถ้าเป็นโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ที่มีระบบรองรับมายาวนาน อาจตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นการขยายการเรียนการสอนไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลชุมชน เราเคยถามหรือยังว่า บุคลากรหน้างานพร้อมแค่ไหน? เพราะความจริงคือ แพทย์จำนวนมากในโรงพยาบาลรัฐทุกวันนี้ ทำงานกันจนแทบไม่มีเวลาพักอยู่แล้ว ในหนึ่งวัน เราตรวจคนไข้หลักร้อยคน เข้าเวร ผ่าตัด ประชุม รับผิดชอบคุณภาพโรงพยาบาล ทำงานบริหาร และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกมากมาย แล้วเรายังมาคาดหวังให้คนกลุ่มเดียวกันนี้ ทำหน้าที่ "ครูที่มีคุณภาพ" เพิ่มขึ้นอีกด้วย และไม่ใช่แค่ความพร้อมของแพทย์เท่านั้น แต่การเรียนการสอนทางการแพทย์เป็นการเรียนรู้แบบทีม ทั้งพยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และสหวิชาชีพทุกคนล้วนเป็นครูของนักศึกษาแพทย์ทั้งสิ้น พวกเราพร้อมสำหรับบทบาทนี้มากน้อยเพียงใด?

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ "วัฒนธรรมองค์กรของสถานที่ฝึก" เราเคยถามนักศึกษาแพทย์จริงๆ หรือไม่ว่า การเรียนในวอร์ดเป็นอย่างไร? เคยถามคนไข้จริงๆ หรือไม่ว่า ประสบการณ์การได้รับการดูแลในห้องที่มีการเรียนการสอนเป็นอย่างไร? นักศึกษาแพทย์ได้รับการสอนอย่างใส่ใจหรือไม่? หรือบางครั้งเป็นการสอนไป ดุไป ตำหนิไป ระบบรับฟังข้อร้องเรียนของผู้เรียนเข้มแข็งพอหรือไม่? หากนักศึกษาสะท้อนปัญหาแล้ว สถานศึกษาสามารถแก้ไขได้จริงหรือไม่?

เพราะความจริงที่หลายคนในวงการรู้ดีคือ บางครั้งเมื่อเปิดหลักสูตรไปแล้ว เราอาจไม่มีทางเลือกมากนัก จะเปลี่ยนอาจารย์ก็ไม่ได้ เป็นแผนกที่มีแพทย์น้อยอยู่แล้ว จะเพิ่มบุคลากรก็ไม่ได้ จะปิดหลักสูตรก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายจึงกลายเป็นทั้งผู้สอนและผู้เรียนที่ต้อง "อดทน" ไปพร้อมกัน

ที่เล่ามานี้ ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เห็นด้วยกับการเปิดคณะแพทย์ใหม่ ตรงกันข้าม ฉันคิดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ แต่อยากชวนคิดว่า ... เราพร้อมจะสร้างระบบที่ทำให้คนที่เข้ามาเรียน เติบโตเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ มีความสุข และอยากอยู่ดูแลประชาชนไปอีกนานๆ แล้วหรือยัง? เพราะคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง ถ้าเปิดแล้ว อาจไม่มีวันปิดได้ง่ายๆ ดังนั้น ก่อนจะสร้างอาคาร เราอาจต้องสร้างระบบ ก่อนจะรับนักศึกษา เราอาจต้องเตรียมครู และก่อนจะผลิตแพทย์เพิ่ม เราอาจต้องแน่ใจก่อนว่า เรากำลังสร้าง "ระบบสุขภาพที่น่าอยู่พอสำหรับให้เขาอยากอยู่ต่อ" ถ้าเราได้คิดไปถึงระดับนั้นแล้วจริงๆ ก็คงทำให้สบายใจขึ้นมากแล้วค่ะ"