มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำเสนอแอปพลิเคชัน “ปรุงสุข” นวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพผ่านการวางแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล ซึ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เชื่อมโยงองค์ความรู้ของผู้บริโภค เชฟ และนักโภชนาการไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อช่วยวิเคราะห์โภชนาการและความต้องการด้านพลังงาน สารอาหารของผู้บริโภค รวมทั้งแนะนำเมนูที่เหมาะสมกับสุขภาพ ตลอดจนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างเป็นระบบ
ผลงานดังกล่าวนำเสนอในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 และได้รับเชิญขึ้นแชร์ข้อมูลในเวทีงานเสวนา “Research Talk เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม by NRCT” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงาน ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ อาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “แอปพลิเคชันส่งเสริมสุขภาพผ่านการวางแผนโภชนาการ” ถ่ายทอดแนวคิด กระบวนการพัฒนา และแนวทางการนำแอปพลิเคชัน “ปรุงสุข” ไปใช้ดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงการประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพ
ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า แอปพลิเคชัน “ปรุงสุข” ต่อยอดจากโครงการอบรมด้านอาหารและสุขภาพที่มหาวิทยาลัยจัดให้แก่บุคคลภายนอก ก่อนพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภค เชฟหรือผู้ประกอบอาหาร และนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร ให้สามารถนำข้อมูลและความเชี่ยวชาญมาใช้พัฒนาแอปพลิเคชัน
แนวคิดสำคัญของแอปเกิดจากการมองเห็นช่องว่างระหว่าง “อาหารที่อร่อย” กับ “อาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพ” เนื่องจากเชฟมีความเชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหาร รสชาติ รูปลักษณ์ และการเลือกใช้วัตถุดิบ ขณะที่นักโภชนาการมีความรู้ด้านพลังงาน สารอาหาร และการกำหนดปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ส่วนผู้บริโภคต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติและการดูแลสุขภาพ
แอปพลิเคชันจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลจากทั้งสองด้าน แล้วใช้ AI วิเคราะห์และนำเสนอเมนูที่สร้างสมดุลระหว่างความอร่อยกับคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างอาหารที่มีรสชาติดีกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่สามารถวางแผนรับประทานอาหารให้ตอบโจทย์ทั้งสองมิติได้พร้อมกัน
การใช้งานเริ่มจากผู้ใช้ลงทะเบียนและกรอกข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ระดับกิจกรรมทางกาย โรคประจำตัว เป้าหมายด้านสุขภาพ อาหารที่แพ้ รวมถึงรายการอาหารที่ชอบหรือไม่ชอบ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้คำนวณความต้องการพลังงานรวมต่อวัน หรือ Total Daily Energy Expenditure: TDEE ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะร่างกายและรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคน
ผู้ใช้ยังสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะบุคคล เช่น ควบคุมน้ำหนัก หรือปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับภาวะสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ หรือการติดตามข้อมูลจากแพทย์หรือนักโภชนาการ ระบบจะประมวลผลร่วมกับฐานข้อมูลเมนูอาหาร เพื่อแนะนำรายการอาหาร ปริมาณวัตถุดิบ พลังงาน และสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละมื้อ
ขณะที่ ดร.กฤชมงคล แสดงความคิดเห็นว่า ภายในระบบมีฐานข้อมูลอาหารและสารอาหารสำคัญ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และพลังงาน พร้อมนำหลักการอาหารแลกเปลี่ยนมาใช้ในการคำนวณปริมาณอาหาร โดยแบ่งอาหารออกเป็นหมวดต่าง ๆ ซึ่งอาหารที่อยู่ในหมวดเดียวกันสามารถนำมาแลกเปลี่ยนหรือทดแทนกันได้ตามปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ใกล้เคียงกัน
หลักการดังกล่าวช่วยให้ประชาชนเข้าใจความแตกต่างของอาหารแต่ละชนิดได้ชัดเจนขึ้น เช่น ข้าวสวยกับข้าวเหนียว แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มอาหารประเภทข้าวเหมือนกัน แต่ปริมาณที่ให้พลังงานเท่ากันอาจแตกต่างกัน ผู้บริโภคจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณเท่ากันโดยอัตโนมัติ แอปจะช่วยแปลงข้อมูลทางโภชนาการที่มีความซับซ้อนให้เป็นปริมาณอาหารที่เห็นภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
นอกจากการแนะนำอาหารก่อนรับประทานแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถบันทึกหรือนำข้อมูลอาหารที่รับประทานเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ AI วิเคราะห์ว่าเมนูดังกล่าวให้พลังงานและสารอาหารเท่าใด เหมาะสมกับข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้หรือไม่ รวมถึงส่งผลต่อเป้าหมายการควบคุมน้ำหนักหรือการดูแลโรคประจำตัวอย่างไร
ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ระบบสามารถแจ้งเตือนและแนะนำให้ปรับอาหารในมื้อต่อไป ลดอาหารบางประเภท หรือเลือกเมนูที่มีปริมาณโซเดียมต่ำลง เพื่อสร้างความสมดุลของสารอาหารตลอดทั้งวัน โดยคำแนะนำจะพิจารณาจากข้อมูลส่วนบุคคลและฐานข้อมูลทางโภชนาการที่น่าเชื่อถือ
ระบบยังสามารถเรียนรู้รูปแบบการรับประทานอาหารของผู้ใช้งาน เมื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง AI จะบันทึกพฤติกรรม เมนูที่เลือก อาหารที่ชอบ อาหารที่ไม่ชอบ และอาหารที่แพ้ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นคำแนะนำเฉพาะบุคคลมากขึ้น พร้อมหลีกเลี่ยงการเสนอเมนูที่มีวัตถุดิบซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้หรือไม่เหมาะกับสุขภาพของผู้ใช้
ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวต่อว่า การนำ AI มาใช้ด้านสุขภาพจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความปลอดภัย เบื้องหลังแอปพลิเคชันนี้จึงมี AI ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันถึง 3 ตัว ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้ข้อมูลที่ได้ออกมาน่าเชื่อถือได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามข้อมูลต่าง ๆ จะถูกตรวจสอบโดยนักโภชนาการถึงความถูกต้องก่อนเสมอ ไม่ปล่อยให้ AI สร้างคำแนะนำโดยปราศจากการกำกับดูแล เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลและเพิ่มความน่าเชื่อถือก่อนนำไปใช้กับประชาชน
จุดเด่นอีกด้านหนึ่งของแอป “ปรุงสุข” คือการเก็บประวัติการรับประทานอาหารย้อนหลัง ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาความคลาดเคลื่อนจากการจดจำ หรือ Recall Bias ที่มักเกิดขึ้นเมื่อผู้รับบริการต้องตอบคำถามนักกำหนดอาหารว่าเคยรับประทานอาหารชนิดใดและในปริมาณเท่าใดในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อมีข้อมูลบันทึกอยู่ในระบบ นักโภชนาการสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้ได้รับคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน พลังงาน หรือสารอาหารต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้การประเมินพฤติกรรมและการวางแผนอาหารมีความแม่นยำ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและพฤติกรรมการรับประทานจริงของผู้ใช้มากกว่าการอาศัยความทรงจำเพียงอย่างเดียว
แอปพลิเคชันยังมีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาล โดยปรับกลุ่มผู้ใช้งานจากประชาชนทั่วไปเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลด้านอาหารเป็นพิเศษ นักกำหนดอาหารสามารถนำข้อมูลอายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ระดับกิจกรรม โรคประจำตัว และข้อจำกัดด้านอาหารของผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยประเมินและเสนอรายการอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละราย
แนวทางดังกล่าวสามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรในแผนกโภชนาการ ซึ่งมีภารกิจทั้งการประเมินผู้ป่วย การคำนวณความต้องการพลังงาน การจัดรายการอาหาร และการควบคุมคุณภาพอาหาร ช่วยลดขั้นตอนการทำงานบางส่วน เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และเปิดโอกาสให้บุคลากรนำเวลาไปใช้กับการประเมินและดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ในส่วนของเชฟและผู้ประกอบการอาหาร ระบบเปิดโอกาสให้นำสูตรอาหารและข้อมูลวัตถุดิบเข้าสู่ฐานข้อมูล โดยนักโภชนาการสามารถตรวจสอบพลังงานและสารอาหารของเมนู ก่อนให้ AI นำข้อมูลไปจับคู่กับความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เมนูที่นำเสนอไม่เพียงมีรสชาติและรูปลักษณ์น่ารับประทาน แต่ยังมีข้อมูลประกอบด้านสุขภาพที่ชัดเจน
ทีมพัฒนาซึ่งประกอบด้วย อ.สนายุ จินตนาวรรณกุล สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมและเทคโนโลยี และ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ประกอบด้วย นายศราวุธ ห่วงสกุลรัตน์ และนางสาว กัลยรัตน์ อุไรพันธ์ ยังมีแนวทางปรับหน่วยวัดอาหารให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม สำหรับเชฟอาจใช้หน่วยกรัมหรือมิลลิลิตรเพื่อความแม่นยำในการประกอบอาหาร ขณะที่ประชาชนทั่วไปอาจใช้หน่วยครัวเรือน เช่น ช้อน ทัพพี แก้ว กำมือ หรือขนาดฝ่ามือ เพื่อให้เข้าใจง่ายและสามารถนำคำแนะนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ชั่งตวงทุกครั้ง
สำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป ทีมวิจัยพัฒนาแนวทางเชื่อมต่อแอปกับข้อมูลกิจกรรมทางกายจากโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สวมใส่ เช่น สมาร์ตวอตช์ ซึ่งมีเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว จำนวนก้าว และพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน เพื่อให้ระบบสามารถนำข้อมูลการใช้พลังงานมาวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณอาหารที่รับประทาน และปรับคำแนะนำให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดเชื่อมโยงกับร้านอาหาร ผู้ประกอบการ และบริการจัดส่งอาหาร โดยร้านค้าที่เข้าร่วมระบบสามารถนำเสนอเมนูพร้อมข้อมูลพลังงานและคุณค่าทางโภชนาการ ผู้บริโภคจะสามารถเลือกอาหารที่เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตนเองได้สะดวกขึ้น และอาจสั่งซื้อเมนูที่ระบบแนะนำได้โดยตรงในอนาคต
แอปพลิเคชัน “ปรุงสุข” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือคำนวณแคลอรี แต่เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมการวางแผนอาหาร การประเมินคุณค่าทางโภชนาการ การติดตามพฤติกรรม และการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลไว้ในระบบเดียว สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการของ DPU เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพในยุคดิจิทัล
ปัจจุบันแอปพลิเคชันอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มดาวน์โหลดแอป โดยมีแนวทางเปิดให้ประชาชนทดลองใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในระยะแรก ก่อนนำผลตอบรับจากผู้ใช้มาพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล และรูปแบบคำแนะนำให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และตอบโจทย์ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เข้าเยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งรวบรวมผลงานที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ และการดูแลสุขภาพ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่ภาคบริการสุขภาพได้ โดยแอปพลิเคชัน ปรุงสุข ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดในงานนวัตกรรมระดับอุดมศึกษา Thailand Research Expo 2026 นี้อีกด้วย สะท้อนคุณค่า ศักยภาพ และประโยชน์ของแอปพลิเคชันที่จะช่วยส่งเสริมภาวะสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคต่อไป


