ผอ.ศูนย์สภานการณ์ไทย-กัมพูชา ย้ำปักธงไทยในพื้นที่ปฏิบัติการเดิม ไม่ใช่ละเมิดอธิปไตยตามที่เขมรกล่าวอ้าง ชี้ข้อกล่าวหาเผาคลังสินค้าที่โอร์เสม็ดไร้หลักฐาน ด้านโฆษก ทบ.แจงเป็นแค่เหตุไฟไหม้เองดับเองในพื้นที่รกร้าง ไม่มีความเสียหาย ยันไม่ได้รั้วคอนกรีตรอบปราสาทตาควาย แค่สร้างแนวป้องกันเพื่อความปลอดภัย และดำเนินการในพื้นที่ของไทย
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี รองผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 กล่าวหาว่าฝ่ายไทยปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชานั้น ว่า ฝ่ายไทยขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยดูแลรักษาความปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจมาโดยตลอด
“การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การยึดครองดินแดนโดยมิชอบ และไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่หรือแนวเขตแดนแต่อย่างใด” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
พร้อมระบุว่า ในกรณีพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน ควรได้รับการพิจารณาและแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกตีความหรือขยายความจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
สำหรับกรณีที่แถลงการณ์กัมพูชากล่าวหาว่าไทยเป็นผู้เผาคลังสินค้าบริเวณโอร์เสม็ด ตรงข้ามช่องจอม จ.สุรินทร์ นั้น ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานใดที่สามารถยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวได้
“ฝ่ายไทยเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันผ่านกลไกที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีการก่อสร้างรั้วหรือสิ่งปลูกสร้างตามแนวชายแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การปรับปรุงพื้นที่หรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความปลอดภัยในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทย สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ตามปกติ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่ มิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนหรือสร้างความได้เปรียบทางดินแดนแต่อย่างใด
ส่วนข้อกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจขัดต่อบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2000 หรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส ยืนยันว่า ไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตาม MOU 2000 อย่างเคร่งครัด ประเด็นใดที่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน ควรได้รับการหารือผ่านกลไกทวิภาคีตามที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน มากกว่าการดำเนินการฝ่ายเดียว
เมื่อถามว่ารัฐบาลไทยจะตอบโต้แถลงการณ์ของกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ไทยยังคงยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้กลไกทางการทูตมากกว่าการโต้ตอบผ่านสื่อ
“ประเทศไทยพร้อมชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง และดำเนินการผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามหรือเพิ่มระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน” ผอ.JIC กล่าว
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยคือการดำเนินการภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทยมาโดยตลอด ควบคู่กับการยึดมั่นในข้อตกลงที่มีร่วมกันระหว่างสองประเทศ ขณะที่ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ควรได้รับการพิสูจน์และตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน
“ไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน และไม่ประสงค์ให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าว
ด้าน พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า จากกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ยื่นประท้วงประเทศไทย โดยมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับกองทัพไทยได้นำธงชาติไทยไปปักและเชิญขึ้นสู่ยอดเสาภายในดินแดนของกัมพูชาอันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชานั้น ขอชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ละเมิดหรือรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาอย่างที่กล่าวอ้าง การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้วางเพลิงคลังสินค้าภายในพื้นที่บริเวณช่องจอม ซึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศไทยนั้น จากการประสานงานกับหน่วยในพื้นทิ่ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่ามีการวางเพลิงแต่อย่างใด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้และดับไปเองในพื้นที่รกร้างซึ่งไม่มีผู้พักอาศัย และไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่และตรวจสอบโดยทันที
สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยก่อสร้างรั้วคอนกรีตบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควายนั้น กองทัพขอชี้แจงว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการก่อสร้างรั้วคอนกรีตตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการจัดวางแนวป้องกันเพื่อความมั่นคงโดยใช้แท่งแบริเออร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้า อันเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการภายในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยรับผิดชอบ
กองทัพยึดมั่นในข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้หลักสันติวิธี เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพ ความสงบเรียบร้อย ในบริเวณพื้นที่ชายแดน


