xs
xsm
sm
md
lg

ดร.นงนุช เตือนสติเด็กทุนรัฐบาล แนะเผชิญหน้าความจริง หากรับระบบไม่ได้ควรลาออก-ใช้เงินคืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกมาโพสต์ข้อความเตือนสติคนรุ่นใหม่ ชี้ชัด "ของฟรีไม่มีในโลก" แนะให้เด็กทุนกลับมาเผชิญหน้าความจริงและทำตามสัญญาก่อนตัดสินใจ หากทำแล้วไม่ตอบโจทย์ก็ควรกล้าที่จะลาออกและชดใช้เงินคืนตามระบบ

จากกรณี อุทาหรณ์ครั้งใหญ่ในแวดวงการศึกษา เมื่อนักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการรับทุนรัฐบาลไทยที่ต้องเผชิญกับข้อผูกพันยาวนานถึง 22 ปี และค่าปรับสูงถึง 45 ล้านบาท ชี้เงื่อนไขและสวัสดิการถูกปรับลดลงในภายหลังไม่เป็นไปตามที่โฆษณาจนต้องใช้ชีวิตประหยัดขั้นสุดเพื่อความอยู่รอด พร้อมฝากเตือนเยาวชนและผู้ปกครองอ่านสัญญาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ดร.นงนุช โพสต์ข้อความ ถ่ายทอดประสบการณ์และข้อคิดจากอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลที่มุ่งเน้นเรื่อง ความรับผิดชอบต่อสัญญารับทุน

โดยผู้เขียนชี้ให้เห็นว่านักเรียนทุนควรให้โอกาสตัวเองกลับมาทดลองทำงานเพื่อใช้ทุนตามสัญญาและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงก่อนที่จะหวาดกลัวหรือหาทางหลีกเลี่ยง หากทำไปแล้วพบว่างานไม่ตอบโจทย์จริงๆ ก็ควรกล้าที่จะตัดสินใจลาออกและชดใช้เงินคืนให้ครบถ้วนตามเงื่อนไข ดีกว่าการทนทำงานแบบไร้ความสุขไปวันๆ หรือใช้ทุนเป็นเพียงทางผ่านแล้วกลับมาต่อว่าองค์กรภายหลัง

ซึ่งนอกจากจะบั่นทอนตัวเองแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวยังถือเป็นการเห็นแก่ตัวและแย่งโอกาสทางการศึกษาไปจากผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงอีกด้วย ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

“ปัญหาของเด็กติดทุนที่เจอบ่อย คือพอใกล้เรียนจบจะไม่อยากกลับไทยไปทำงานที่ไทย หรือกลับมาแล้วไม่ได้ดั่งใจ

เนื้อหาในบทความนี้ส่วนใหญ่เป็นโพสต์ที่เขียนปี 2019 ขอเอามา repost ให้เป็นข้อคิดกับหลายๆ คนที่กำลังอยู่ในภาวะติดทุน หรือกำลังอินกับดราม่าทุนรัฐบาล

ส่วนตัวเคยเป็นเด็กทุนค่ะ ตอนเซ็นสัญญา อายุ 22 ปี (ไม่ต่างกับน้องที่กำลังอยู่ในดราม่ามากนัก) แต่อ่านสัญญาก่อนลงนามทุกหน้า ทุกตัวอักษร และกรณีของเราเป็นสาเหตุให้ กพ. ต้องเปลี่ยนระเบียบจากการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องเป็นบิดา/มารดาเท่านั้น เป็นผู้มีสายเลือดเดียวกันสามารถค้ำประกันได้ (เรื่องมันยาว เล่าตรงนี้ เดี๋ยวประเด็นจะแตกไปไกล)

ตอนใกล้จะเรียนจบ ก็มีอารมณ์แบบว่าไม่อยากกลับไทย กลัววัฒนธรรมข้าราชการ (สมัยนั้นไม่มีเงื่อนไขต้องทำงานกับหน่วยงานก่อนไปเรียนต่อ จึงค่อนข้างจะกังวลว่าจะต้องเจอกับอะไร)

แม้จะได้งานอาจารย์สัญญา 1 ปี ตั้งแต่ช่วงปลายของปริญญาเอกปีที่ 3 แต่ก็เลือกที่จะกลับทันทีหลังรับปริญญา ก่อนที่ทุนจะหมด 2 เดือน (ปกติสำหรับทุนมาเรียนต่อที่ UK ก็จะให้โท 1 ปี และ เอกอีก 3+1 ปี) เรียกว่าไม่อยู่เกินค่ะ...เหตุเพราะถูกวิ่งราวที่ Leeds จนช๊อคไม่กล้าอยู่ต่อ และยังไงก็ต้องกลับไทยใช้ทุน

****
กลับมาทำงานกระทรวง เริ่มต้นเงินเดือน 12,000 บาท

ทำเต็มที่ในทุกงาน เพราะชอบงานที่ทำที่กระทรวงค่ะ ได้ rotate ไปแต่ละฝ่าย เกือบทุกๆครึ่งปี ได้ทำในสิ่งที่ตอนนั้นเรียกว่าใหม่ หาข้อมูลแทบไม่มีตลอด (ดูเรื่อง Public-Private Partnership ตั้งแต่ไม่มีกฎหมายอนุญาตให้รัฐทำ, ทำ speech ให้ผู้ใหญ่เรื่องภาษีมลพิษ ตั้งแต่โลกเพิ่งรู้จักคำว่า carbon market และไทยยังไม่รู้จักฝุ่นจิ๋ว, ทำการศึกษา gold futures ตั้งแต่ยังไม่มีตลาดซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำในไทย)

ทำไปได้ 1/3 ของระยะเวลาที่ต้องทำงานใช้ทุนทั้งหมด ก็มีเหตุให้ต้องลาออกด้วยความจำเป็น

หนึ่งในเหตุทั้งหลายก็คืออาการป่วยค่ะ ชนิดหูดับไปกะทันหันระหว่างสอนหรือพูดคุยทั่วไปกับคนอื่น (เด็กที่เรียนด้วยหลายคนอาจจะจำได้ ถึงอาการของอาจารย์ระหว่างสอน แต่เพื่อนร่วมงานไม่มีใครรู้เลย ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศออกไปนี่คะ)

อาการ คือ เราจะหูอื้อ ได้ยินเสียงตัวเองภายในหู (ไม่ใช่สะท้อนจากนอกหูเหมือนทั่วไป) และไม่ได้ยินเสียงคนอื่นค่ะ...ช่วงนั้น skill ในการอ่านปากคนพัฒนาทันที

....สาเหตุเพราะแทบไม่ได้นอนเลยในช่วงนั้น ทั้งงานราชการที่ต้องเดินทางทั่วประเทศและเดินทางต่างประเทศ เรียกว่าลงเครื่องเมื่อคืน เช้าบินออก และการสอนทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงราย ทำงาน 7 วันต่ออาทิตย์ ออกจากบ้าน 8 โมงเช้า กลับ 4 ทุ่ม ทำงานวิจัยกับทางฝั่ง UK ต่อยันเที่ยงคืน เปิดทีวีฟังข่าวทั้งคืนเพราะบางวันต้องทำวิเคราะห์ข่าวเช้าให้ผู้ใหญ่หรือประชุมเรื่องประเด็นข่าวเศรษฐกิจรอบโลกแต่เช้า

****
ตอนแรกตั้งใจลาวิจัยแค่ 2 ปี เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษา PhD ซึ่งยังคงทำวิจัยด้วยกันอยู่ต้องการให้ช่วยออกแบบวิชาใหม่ของหลักสูตรปริญญาโทที่จะเปิด ซึ่งต้องใช้ความรู้จากงานปริญญาเอกบวกกับงานที่ทำที่กระทรวงมาทำวิจัยเรื่องใหม่เพื่อใช้ในการสอน.... เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มี textbook ด้าน Development Finance เลยต้องใช้งานวิจัยของตัวเองเป็น content สอน (เมื่อปี 2019 สาขานี้ได้โนเบลกันไป 3 คนนั่นแหละค่ะ)

พอได้รับการติดต่อ ก็คิดว่า การลา 2 ปี คือการพักร่าง และถ้าเลวร้าย กพ คัดค้าน คงต้องลาออก ...คิดอยู่กว่าครึ่งปีค่ะ ก่อนจะตัดสินใจ แล้วปรึกษาคนรอบข้าง ไพ่ยิปซีของตัวเอง และหมอดูเข้าฌานยันซินแส...ทุกคนบอกให้ไป...ก็เลยลาออก ย้ายไปอยู่ที่ UK

ไม่ต้องห่วงค่ะ ชีวิตนี้ไม่ยอมติดค้างใคร จ่ายคืนทุนครบทุกสตางค์มานานมากแล้ว แถมเป็นคนตามเจ้าหนี้ให้คำนวณเงิน

อีเมลล์ไปหาเจ้าหน้าที่กี่ครั้งไม่เคยตอบ (เมื่อก่อน email ยังไม่ค่อยฮิต facebook เพิ่งเริ่มมี LINE ยังไม่เกิด) ให้เพื่อนช่วยติดต่อให้ก็ไม่มีวี่แวว ยอมตื่นตี 4 (10.00น ที่ไทย) โทรหาเจ้าหน้าที่เอง ปลายสายบอกเจ้าหน้าที่เข้าห้องน้ำ พอโทร 7-8 โมงเช้า (13.00-14.00) กะว่าทางไทยน่าจะกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว ปลายสายบอกพี่เค้ายังไม่กลับมาเลยค่ะ บางทีสุ่มโทร 10 โมงเช้า (16.00น ที่ไทย) ปลายสายบอกว่าพี่เค้าออกไปรับลูกค่ะ

...ทำอยู่แบบนี้เป็นปีๆค่ะ ...หลายครั้ง อยากจะกรี๊ดใส่โทรศัพท์...ในที่สุดใช้มุกเด็ดที่น้องที่คอยรับสายแทนและตอบคำถามเพื่อนๆ ที่ช่วยกันตามเรื่องให้แนะมา ...นั่นคือ อีเมลล์ และ cc ทั้งแผนก ...ตอบทันที ทุกอย่างเร็วปานจรวด

วันที่จ่ายคืน (จ่ายทีเดียวค่ะ) รู้จักคำว่า ...ตัวเบา..เลยค่ะ เพราะนั่นคือเงินเก็บมาทั้งชีวิต

*****
พอเวลาเจอน้องๆ ที่กำลังจะเรียนจบ แต่ไม่อยากกลับไปใช้ทุน มาปรึกษา บอกว่าอยากอยู่ต่อทำวิจัยเป็นนักวิจัยหรืออาจารย์ที่นี่ ทั้งที่ก่อนเอาทุนมาก็ทำงานในองค์กรที่เอาทุนมานั้นแล้ว

สิ่งแรกที่เราถามกลับไป คือ คุณไม่ชอบหน่วยงานคุณขนาดนั้น เอาทุนเค้ามาทำไม

คำตอบที่น้องๆ ให้มา บ้างก็บอกไม่มีตังค์ก็ต้องขอทุนสิพี่ บ้างก็บอกหน่วยงานที่ทำอยู่ไม่ดี เบื่องานที่ทำ พอมีทุนมาเลยสมัคร (😳...อย่างนี้ก็ได้เหรอ) บ้างก็บอกก็ผมมีความสามารถได้ทุนมาเรียนต่อแล้วผิดตรงไหน

เราเลยบอกกลับไปทุกครั้งว่า ถ้าไม่อยากทำงานที่หน่วยงานที่เราทำอยู่นะคะ หรือถ้าคิดว่าจะหาทางหนีงานที่คุณว่าน่าเบื่อ ไม่ดี อย่าเอาทุนของหน่วยงานค่ะ กล้าๆ หน่อย ออกค่าเรียนเองเลยค่ะ หรือไม่ก็ไปสมัครทุนเรียนดีให้เปล่าอะไรประเภทนั้น ...คนมีความสามารถ หาเงินเรียนเองคงไม่ใช่เรื่องยาก...อย่ามาประหยัดเงินตัวเอง เอาทุนมา แล้วด่าประจานหน่วยงานของคุณค่ะ ดูไม่แมน

บางคนบอก รับทุนแต่เด็ก ไม่เคยทำงานราชการ กลัวนู้นนี่... บางคนมาทำปริญญาเอกนาน แล้วเกิดกลัวกลับไปเจอสิ่งเก่าๆ ที่ตัวเองคิดว่าไม่ดี สู้อยู่เมืองนอกไม่ได้ (แต่ดันกินได้แต่อาหารเอเชีย ไม่ชอบอาหารฝรั่ง) เลยดิ้นรนหางานทำ หาวิธีการอยู่ต่อหรือซื้อตัวเองออกมาจากทุน ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับไปจะเจออะไรบ้าง

เวลาเจอแบบนี้ จะบอกไปค่ะว่า ถ้าเอาเงินทุนมาแล้ว คุณก็ต้องทำตามสัญญาค่ะ กลับไปทำงานใช้ทุน ให้โอกาสตัวเองเรียนรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อน และถ้าผ่านไปปี 2 ปี ไม่ชอบหรือทนไม่ได้จริงๆ คุณจะลาออก จ่ายเป็นเงิน มันก็ดูมีเหตุผลและเข้าใจได้ มากกว่าการหนีทั้งที่ยังไม่ทันเผชิญหน้ากับเรื่องมโนของคุณเอง

...อีกอย่าง ถ้าคุณมีเงินพอจะซื้อตัวเองออกจากสัญญาทุนล่ะก็ แย่งทุนคนที่เค้าต้องการมาทำไม
...บางคนบอกทุนนี้เค้าให้คนมีความสามารถไม่ใช่ทุนสำหรับผู้ขาดทุนทรัพย์
...เราก็ขอบอกว่าผู้ขาดทุนทรัพย์ที่อาจจะมีความสามารถเหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีทรัพย์ไปเรียนพิเศษ ติวจนได้ผลการเรียนดีเท่าคุณ มีอีกเยอะค่ะที่ทุนเป็นสิ่งจำเป็นและต้องการทุนเพื่อศึกษาต่อและยกระดับฐานะของตน

บางคนได้ทุนกระทรวง แต่พอเรียนเอกอยากเลือกเดินสายอาชีพอาจารย์ แต่พอได้เป็นอาจารย์ก็ไม่มีความสุขกับการสอน การทำวิจัย การทำเอกสาร การจัดการกับนักเรียน

คุณควรถามตัวเองว่าคุณอยากเป็นอาจารย์เพราะอะไร อยากสอน อยากมีเวลาทำงานวิจัย อยากทำงานให้สังคมสร้างเด็กที่ดีมีอนาคต อยากมีอิสระในเรื่องเวลาทำงาน หรืออยากแค่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์และเขียนบทความตามสื่อต่างๆ หรือออกรายการทีวีให้ความเห็นนู่นนี่นั่นแบบมั่วไปเรื่อยทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ด้านนั้นหรือความถนัดในสาขานั้นเลย

****
การตัดสินใจเลือกรับทุนของสถาบันที่คุณทำงานอยู่...เป็นของคุณ

ถ้าไม่ชอบอยู่ไม่มีความสุขชนิดทนอยู่ไม่ได้แล้ว อยากไปทำงานที่ทำให้คุณมีความสุข ไม่ว่าจะเรื่องเงิน ตำแหน่ง สภาพแวดล้อม แต่โอนย้ายไม่ได้ ขอแนะนำ "ลาออก" เลยค่ะ อย่าบอกว่าติดทุนลาออกไม่ได้ ถ้าเราดีจริงไปที่ไหนก็มีแต่คนอยากรับ ก็ทยอยจ่ายคืนทุนเป็นเงินไป

...ถ้าไม่ลาออก ก็ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ทำงานแบบมีความสุขกับมันไม่ว่ามันจะคืออะไร

แต่อย่าทำงานในที่ๆ คุณบอกว่าทนอยู่แค่ให้หมดวันที่ต้องใช้ทุนไปวันๆ เพราะคนที่ไม่มีความสุขกับการทำแบบนั้น คือ ตัวคุณเอง

#ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง หวังจะได้เงินเรียนฟรี ได้งานที่ใช่ ได้ใช้ชีวิตต่างแดน ได้ใส่เสื้อหนาว...ของฟรีไม่มีในโลกค่ะ ...สำหรับเรานั้น อาหารที่ประเทศไทยยังไงก็เลิศสุด“