เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เปิดการเรียนการสอนโมดูลที่ 1 หลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 3 หัวข้อ Success and Digital Mindset สำหรับผู้นำยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้และทักษะทางกฎหมายควบคู่ภาวะผู้นำเชิงบริหาร เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและนักกฎหมายรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ ที่มาร่วมดูแลภาพรวมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด
โอกาสนี้ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU ระบุถึงความสำคัญของการยกระดับแนวคิดเชิงกฎหมายให้เป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับนักบริหาร พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า หลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 3 นี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างความพร้อมและยกระดับศักยภาพเชิงกฎหมายควบคู่ภาวะผู้นำบริหาร ให้แก่กลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และนักกฎหมายชั้นนำ ในการนำข้อกฎหมายไปปรับใช้อย่างเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ก่อนส่งไม้ต่อให้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษในหัวข้อเทคนิคการทำความเข้าใจกับกฎหมายให้เป็นเรื่องง่าย โดยชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วกฎหมายคือส่วนผสมของ Logic และอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งมีโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนคล้ายกับภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง The Matrix และนิติวิธีเยอรมันที่เชื่อมโยงแต่ละบทบัญญัติเข้าด้วยกันเป็นเซตและสับเซต
ถอดรหัสนิติวิธีโครงสร้างเชิงระบบแบบเยอรมัน
คิดบนฐาน Logic และอารมณ์ความรู้สึกเพื่อทางรอดธุรกิจ
รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ ยังขยายความว่า “กฎหมายไม่ใช่เพียงอารมณ์ความรู้สึก แต่ต้องอาศัย Logic ในการวิเคราะห์องค์ประกอบ เพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างบทหลักและบทยกเว้นที่ซับซ้อน” โดยระบบกฎหมายไทยได้รับอิทธิพลจากนิติศาสตร์เยอรมันที่มีโครงสร้างเชิงสัมพันธ์ แตกต่างจากระบบฝรั่งเศสที่เขียนตัวบทให้เข้าใจง่าย การเรียนรู้ “นิติวิธี” จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริหารที่ต้องการเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของกฎหมาย
พร้อมกันนี้ยังเสนอเทคนิคการแยกองค์ประกอบกฎหมาย โดยวิเคราะห์หาองค์ประกอบส่วนเหตุ และผลทางกฎหมาย ซึ่งมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย “ประธานและกิริยา” โดยยกตัวอย่างการถอดรหัสจาก มาตรา 17 แห่ง ป.พ.พ. ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง ให้ถือว่าตายพร้อมกัน ซึ่งหากองค์ประกอบส่วนเหตุใดหายไป ผลทางกฎหมายจะไม่เกิดขึ้น วิธีนี้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสัญญาและลดความเสี่ยงจากการเสียเปรียบทางนิติกรรมได้อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน แม้ในปัจจุบันระบบเทคโนโลยี AI จะสามารถเข้ามาทำหน้าที่ช่วยประมวลผลแทนได้ในเชิงตรรกะและโครงสร้าง แต่ในมิติของอารมณ์ความรู้สึกนั้น กฎหมายยังจำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์ในการใช้ดุลพินิจเพื่อจับ "Sense ของความยุติธรรม" การแยกแยะความแตกต่างระหว่างกฎหมายที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด กับกฎหมายยุติธรรมที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจตามสภาพสังคม นับเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำสามารถนำนิติวิธีไปปรับใช้บริหารกลยุทธ์องค์กรได้อย่างสมบูรณ์
“การทำธุรกิจมักถูกจำกัดด้วยข้อสัญญาบทหลักที่เคร่งครัด แต่นักบริหารที่ได้เปรียบคือผู้ที่มองเห็นช่องว่างหรือบทยกเว้นที่ซ่อนอยู่ นิติวิธีจึงไม่ใช่การท่องจำมาตรา แต่เป็นเครื่องมือคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบช่วยให้เราอ่านเกมขาดในทางปฏิบัติ หากเข้าใจโครงสร้างความสัมพันธ์นี้อย่างลึกซึ้ง กฎหมายจะไม่ใช่อุปสรรคต่อเทคโนโลยีหรือโอกาสทางธุรกิจ แต่จะเปลี่ยนเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและตัวช่วยขับเคลื่อนดีลการค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”
เปลี่ยนมุมมองกฎหมายจากผ้าเบรกสู่พวงมาลัยรถ
อุดรอยรั่วความเสี่ยงดีลต่างประเทศผ่านโมเดล 5P
ขณะที่ด้าน คุณรับขวัญ ชลดำรงค์กุล กรรมการ นักวางแผนกฎหมาย และผู้ก่อตั้งบริษัท ลอว์เทค จำกัด ได้นำกระบวนการ Design Legal Thinking Process มาประยุกต์ใช้กับกฎหมายเพื่อเปลี่ยนภาพจำจาก “ผ้าเบรก” ที่หยุดยั้งการทำงาน ให้กลายเป็น “พวงมาลัยรถ” ที่กำหนดทิศทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
นอกจากนี้ คุณรับขวัญยังกล่าวว่า “เรามักไม่รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ความเสี่ยงจากสัญญาต่างประเทศหรือภาระภาษีแฝง เช่น Withholding Tax ในสิงคโปร์ มักเป็นต้นทุนที่ธุรกิจไม่ได้คาดการณ์ไว้ หากไม่ระวังอาจกลายเป็นรอยรั่วใหญ่ขององค์กร” พร้อมยกกรณีจริงที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้บริหารต้องเผชิญในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
กิจกรรม Workshop ยังทำให้ผู้บริหารได้ร่วมกันสกัด Pain Points และระดมสมองเพื่อหาทางออก โดยมีการนำเสนอ โมเดล 5P ได้แก่ Presence, Partner, Product, People และ Public ซึ่งใช้เป็นกรอบตรวจสุขภาพกฎหมายขององค์กร แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถประเมินความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้บริหารยุคใหม่สามารถนำโมเดลนี้ไปใช้เป็นเช็กลิสต์สุขภาพกฎหมายของบริษัทได้ทันที
โดยเริ่มจากการตรวจสอบโครงสร้าง Partner ว่าเคลียร์สิทธิชัดเจนแล้วหรือไม่ จากนั้นไปตรวจสอบทรัพย์สินทางปัญญาและใบอนุญาต ตลอดจนการวางระบบความปลอดภัยข้อมูลส่วน Public หรือ PDPA เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดทางกฎหมายและข้อบังคับให้กลายเป็นกลยุทธ์เชิงรุก และเปิดช่องทางให้ธุรกิจหมุนพวงมาลัยรถเพื่อเลี้ยวรับโอกาสใหม่ๆ ควบคู่กับการนำแนวคิด Innovative Yes และเทคนิค Visual Law มาแปลงภาษากฎหมายให้เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริงสำหรับองค์กรไทย
เมื่อ Intelligence กลายเป็น Interface ใหม่ขององค์กร
เร่งสร้าง Data Foundation ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุค Agentic AI
ในช่วงท้ายของกิจกรรมเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ CEO Talk โดย คุณสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (SME) และอนุกรรมการสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) โดยคุณสุปรีย์ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกธุรกิจจากยุค GUI หรือ Graphic User Interface เข้าสู่ยุคที่ Intelligence กลายเป็น Interface ใหม่ ผ่านการสื่อสารด้วย Natural Language
ความฉลาดของระบบในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การทำตามคำสั่งทีละขั้นตอนเหมือนในอดีต แต่ระบบสามารถรับรู้บริบทแบบ Context-Aware และเข้าใจ Intent ของมนุษย์ได้อย่างลุ่มลึกบนฐานของ Reasoning Model ส่งผลให้ธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องเร่งสร้าง Data Foundation ภายในองค์กรให้สะอาดและมีระเบียบ ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์ GEO หรือ Generative Engine Optimization เพื่อเปิดช่องทางให้ระบบ AI สามารถเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความยั่งยืนในยุคของ Agentic AI
คุณสุปรีย์ยังได้เน้นย้ำถึงการปรับตัวของผู้นำองค์กรว่า บทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนจากผู้ลงมือทำไปเป็น Supervisor ที่ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และระบุเจตนาที่ชัดเจน โดยองค์กรยุคใหม่ควรปรับโครงสร้างด้วยการนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนผังองค์กร (Organization Chart) ในฐานะ Workforce หลัก ซึ่งกระบวนการปฏิรูปฐานข้อมูลและจัดระเบียบโครงสร้างภายในนี้ คือขั้นตอนสำคัญที่ผู้บริหารสามารถลงมือทำได้ทันที เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือนวัตกรรมของคู่แข่ง และตอบโจทย์ความต้องการในระดับ Hyper Personalization
นอกจากนี้ คุณสุปรีย์ได้ฝากแง่คิดสำคัญว่า “โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ Intelligence เป็น Interface ใหม่ที่สื่อสารผ่าน Natural Language เพื่อบอกเจตจำนงแทนการป้อนคำสั่งแบบเดิม ผู้บริหารจึงต้องปรับตัวเป็น Supervisor ที่สามารถกำหนดกลยุทธ์ลงใน Organization Chart และเร่งวาง Data Foundation เพื่อทำ GEO ให้ AI สามารถนำพาธุรกิจเข้าสู่กระแสการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้”
พลิกแพลงกฎหมายปัจจุบัน ดีไซน์กลยุทธ์องค์กรให้ “เท่าทัน AI”
สำหรับกำหนดการถัดไปของหลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 3 มีรูปแบบการจัดกิจกรรมปฐมนิเทศต่อเนื่องเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระหว่างผู้เข้าอบรม โดยช่วงท้าย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติปรีดี พนมยงค์ DPU ยังได้ถอดบทเรียนสำคัญเพื่อเน้นย้ำถึง “โลกธุรกิจในปัจจุบัน” ผู้บริหารไม่สามารถนั่งรอกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ในอนาคตได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องพลิกแพลงนำกลไกกฎหมายปัจจุบันมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อดีไซน์กลยุทธ์องค์กรให้ "เท่าทัน AI" และสามารถนำพาโครงสร้างนวัตกรรมให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน
"ในโลกแห่งความเป็นจริงเราไม่สามารถนั่งรอกฎหมายเฉพาะหรือข้อบังคับเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ในอนาคตได้เพียงอย่างเดียว แต่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องรู้จักหยิบยกกลไกทางกฎหมายในปัจจุบันมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการนำนิติวิธีตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 มาตีความเทียบเคียงเพื่ออุดช่องว่าง และแก้ปัญหาความท้าทายจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยง ขับเคลื่อนนวัตกรรม และดำเนินงานต่อไปได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว"


