xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลอนุทิน ไม่ไปต่อ กฎหมายเปิดข้อมูลมลพิษ “PRTR” หรือเป็นเพราะมันไปขวางภาคอุตสาหกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานพิเศษ

12 พฤษภาคม 2569 คือครบกำหนด 60 วัน หลังเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “คณะรัฐมนตรี” ในรัฐบาลอนุทิน จะสามารถแจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อบรรจุวาระการพิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่พิจารณาค้างไว้ก่อนยุบสภาไปให้กลับมาพิจารณาต่อได้ในวาระเดิม

หนึ่งในร่างกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของคนทำงานสายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดฉบับหนึ่ง ก็คือ ร่างกฎหมาย PRTR หรือ กฎหมายที่จะบังคับให้ผู้ครอบครองสารมลพิษต้องเปิดเผยข้อมูลด้วยการรายงานต่อสาธารณะทั้งชนิดของสาร ปริมาณที่ครองครอง และเส้นทางการเคลื่อนย้าย ... เพื่อแก้ปัญหาการหลุดรอดไปลักลอบทิ้ง ฝังกลบ หรือปลดปล่อยเกินปริมาณที่กำหนด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยมาตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ผ่านไปจนครบ 60 วันแล้ว คณะรัฐมนตรี ก็ไม่แสดงเจตจำนงที่จะขอให้นำร่างกฎหมาย PRTR กลับมาพิจารณา

นั่นทำให้ ร่างกฎหมาย PRTR ที่ใช้เวลารอคอยมานานกว่า 20 ปี จึงจะเข้าที่สภาได้ ... ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง





ชำนัญ ศิริรักษ์
พลาดครั้งนี้ อาจต้องรออีกอย่างน้อย 10 ปี ประเทศไทยจึงได้มีกฎหมายเปิดข้อมูลมลพิษ

“จริง ๆ แล้วถ้าเรามองรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่พรรคแกนนำ เขาก็อยู่ในกลุ่มฟากฝั่งที่สนับสนุนร่างกฎหมายนี้มาโดยตลอดนะครับในช่วงรัฐบาลชุดก่อน หรือแม้แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่มาเป็นรัฐบาลชั่วคราวก่อนยุบสภาก็ยังอยู่ในช่วงที่เขาก็ยังยกมือสนับสนุน ทั้งในสภาและในชั้นกรรมาธิการ ทำให้เรามีความหวังว่า ร่างกฎหมาย PRTR น่าจะมีโอกาสได้ไปต่อ แต่ก็ไม่ได้ไปต่อ”

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งว่าความให้กับผู้ได้รับผลกระทบในคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ และเป็นหนึ่งในกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ในวาระที่ 2 ด้วย ... แสดงความผิดหวังที่คณะรัฐมนตรี ไม่ขอบรรจุ PRTR ให้กลับไปพิจารณาต่อ ทั้งที่พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลในเวลานี้ก็แสดงท่าทีสนับสนุนมาตลอดในสภาชุดก่อน

ทนายชำนัญ วิเคราะห์ต่อไปว่า ปัจจัยทางการเมือง อาจมีส่วนสำคัญต่อเรื่องนี้

“คงปฏิเสธไม่ได้ว่า PRTR มันเป็นกฎหมายที่จะมีผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบเฉพาะกลุ่มที่จะเสียประโยชน์จากกรณีที่ต้องรายงานข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษ จึงน่าสนใจว่า อุตสาหกรรมกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อาจจะมีอิทธิพลหรือมีส่วนในการขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง หรือเป็นกลุ่มทุนทางการเมืองหรือไม่ และถ้าย้อนกลับไปก่อนยุบสภาก็จะพบว่า การพิจารณาในวาระที่ 2 ของกรรมาธิการได้ตกลงข้อปรับปรุงเพื่อให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน เห็นตรงกันหมดเรียบร้อยแล้ว รอแค่อีกเพียง 1 สัปดาห์ เพื่อเสนอกลับไปให้ที่ประชุม ส.ส.ลงมติรับรอง ก่อนส่งต่อให้ สว.เท่านั้น แต่ก็มีประกาศยุบสภาไปก่อน”

ส่วนโอกาสที่ร่างกฎหมาย PRTR จะได้กลับเข้ามาสู่การพิจารณาในสภาอีกครั้ง ทนายชำนัญ ระบุว่า แนวทางที่เร็วที่สุดที่เป็นไปได้คือ องค์กรภาคประชาชนที่เป็นผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย จะไปยื่นเรื่องโดยตรงต่อประธานรัฐสภา ขอให้ที่ประชุมมีมติรับร่างกฎหมาย PRTR เข้าสู่การพิจารณาใหม่ภายใน 120 วันนับจากเปิดประชุมนัดแรก แต่แม้จะทำวิธีนี้ ร่างกฎหมาย PRTR ก็ต้องกลับไปเริ่มพิจารณาใหม่ตั้งแต่วาระที่ 1 คือ ขั้นรับหลักการ

“ถ้ามองตามกำหนดเวลา แม้กฎหมาย PRTR จะเกิดขึ้นร่าง กว่าจะมีผลอย่างเต็มรูปแบบก็ต้องใช้ระยะเวลาหลังจากที่กฎหมายใช้บังคับประกาศใช้ไปแล้วเกือบ 5 ปี หมายความว่า การที่เราเสียโอกาสไม่ไปต่อกับ PRTR ครั้งนี้ และหากสถาไม่รับบรรจุในอีก 120 วัน หมายความว่าเราจะต้องถอยหลังไปอีกนับ 10 ปี เป็นอย่างน้อย เพราะต้องกลับไปเริ่มรณรงค์ล่ารายชื่อกันใหม่เลยด้วยซ้ำ”






ตัดโอกาสเปิดข้อมูลมลพิษ ... เปิดโอกาส “เศรษฐกิจพิเศษ” สวรรค์ของอุตสาหกรรม

ท่าทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเดินหน้าผลักดันนโยบายส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน เช่น การผลักดัน “แลนด์บริดจ์” และระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือแม้แต่การที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่ภายใต้รัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนใหม่ วราวุธ ศิลปอาชา ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีเจตนาเพื่อกำกับดูแลการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมให้เข้มข้นขึ้นออกจากสภา ก็เป็นท่าทีที่ทนายชำนัญ มองว่า น่าจะสะท้อนให้เห็นทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมมากกว่าการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

“ถ้ามองนโยบาย ... เอาง่าย ๆ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมปัจจุบัน มองทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมและก็ลดทอนกฎหมายที่จะควบคุมเรื่องมลพิษลงอย่างมาก หรืออย่างเช่นกรณีของกรมโรงงานฯ ที่ถอนร่างที่เสนอเข้าสภาเพื่อพิจารณาเนี่ย กลับมาเพื่อแก้ไขเรื่องหลักประกันการชดเชยทางสิ่งแวดล้อมจากการทิ้งกากอุตสาหกรรมด้วยเหตุผลไม่เอื้อต่อการลงทุน ก็เห็นแล้วว่าไม่มีความตั้งใจจริงที่จะยกระดับการแก้ไขในปัญหาที่เราเจอมา”

“กลายเป็นว่ากฎหมายอะไรก็แล้วแต่ที่ส่งเสริมหรือคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้ไปต่อในรัฐบาลนี้ แม้ร่างกฎหมายอากาศสะอาด ก็เห็นได้ชัดว่า ได้ไปต่อเพราะมีแรงกดดันทางสังคมสูงจากปัญหา PM2.5 แต่ในภาพรวมแล้วรัฐบาลกำลังมุ่งขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทางอุตสาหกรรมและการลงทุนทางเดียว เช่นการผลักดันแลนด์บริดจ์ก็จะเห็นภาพความเชื่อมโยงของกลุ่มภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างทางด้วย”

“ผมคิดว่ามันก็สุดท้ายมันก็มาจบด้วยเรื่องนี้ คือ ยังคงมีกฎหมายโรงงานที่อ่อนอ่อนแอ แต่มี One Stop Service มีกฎหมายพิเศษเพื่อเอื้อนักลงทุน และก็จักลับไปเจอปัญหากับเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดิม”
ทนายชำนัญตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย