เมื่อของเถื่อนและสินค้าหนีภาษีไม่ใช่แค่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่มันสะท้อนโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ตั้งแต่แรงจูงใจของสังคมไทย จนกลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ท่ามกลางการคอร์รัปชันและผู้บังคับใช้กฎหมายที่ขาดความเด็ดขาด ปัญหานี้จึงกลายเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ เติบโตควบคู่กับสังคมไทยแบบเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน
นั่นคือสิ่งที่ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภาเลขานุการ และโฆษกคณะกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ออกมาตีแผ่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหาไปจนถึงความล้มเหลวในการจัดการ โดยระบุว่า สังคมไทยและคนในชาติถูกทดสอบจากเรื่องนี้มานาน เพราะ "ราคา" คือแรงจูงใจให้ผู้บริโภคต้องเลือก
"ของหนีภาษีกระทบรายได้ประเทศ มีคนซื้อของเถื่อนมาใช้ เป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ... คนไม่รักชาตินะ แต่กลับกันในความจริงผมว่า ทุกคนรักตัวเองก่อนที่จะรักชาติทั้งนั้น"
ของหนีภาษีทุกอย่างในประเทศไทยที่มันเติบโตได้ เกิดจาก "ช่องว่างของราคา" และการปราบปรามไม่ใช่เพิ่งเริ่ม แต่ปราบมาเป็น 10-20 ปีแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น เราต้องยอมรับว่าทำไมถึงแก้ปัญหานี้ยาก เหตุผลหลักคือราคาที่ต่างกันมาก เช่น บุหรี่ที่มีอากรแสตมป์ซองละ 100 กว่าบาท แต่บุหรี่หนีภาษีซองละ 20 กว่าบาท ฉะนั้นช่องว่างนี้จึงเป็นเหตุจูงใจ เพราะประชาชนคิดว่าอะไรก็ตามที่ประหยัดได้เขาก็ต้องประหยัด ปัญหามันเลยเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้
คอร์รัปชัน-ผลประโยชน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
สว. ไชยยงค์ เล่าต่อว่า สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้แก้ยาก และทุกครั้งก็เหมือน "กำปั้นทุบดิน" แก้ปัญหาแบบขอไปที เพราะมีการคอร์รัปชันและผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล จนกลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติไปแล้ว
ขบวนการนี้ใหญ่เกินไปแล้ว ทั้งการค้าของเถื่อน บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า น้ำมันเถื่อน และสินค้าหนีภาษีต่าง ๆ มันเป็นขบวนการค้าข้ามชาติระหว่างคนในประเทศกับโรงงานผลิตในต่างประเทศที่ส่งเข้ามา จึงเป็นขบวนการที่มหึมาและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้รับ
สว. ไชยยงค์ ย้ำว่า เบื้องต้นต้องแก้ที่ข้าราชการก่อน ถ้าข้าราชการยังรับสินบนอยู่ เรื่องนี้ไม่มีวันหมด...
"ดัชนีคอร์รัปชันของเราอยู่รั้งท้ายในอาเซียน ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ประเทศไทยต้องแก้ ผมถามว่าทุกวันนี้ประเทศที่มีธรรมาภิบาล นักลงทุนต่างชาติเขาก็อยากมาลงทุน แต่ในประเทศที่มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงขนาดนี้เขาไม่มา รัฐบาลชุดใหม่ต้องพูดเรื่องนี้"
"ทุนจีนคงไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไร เพราะเขาชอบที่สุดคืออะไรก็ตามที่สามารถซื้อกฎหมายได้ แต่ยุโรปไม่มานะ เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับการคอร์รัปชัน และถ้ามีเรื่องคอร์รัปชันเขาบอกเลยว่าไม่มาลงทุน"
หน่วยงานรัฐแก้ปัญหาแบบเอื้อประโยชน์
สว. ไชยยงค์ บอกอีกว่า เมื่อมีการคอร์รัปชัน การแก้ปัญหาแบบเอื้อประโยชน์ก็ตามมา แถมขาด "เจ้าภาพ" หรือหัวหอกในการจัดการ การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เต็มที่ เป็นเพียงการ "ปราม" มากกว่าการ "ปราบ"จนบางครั้งรู้สึกว่า...
"กฎหมายไทยเป็นกฎหมายที่ช่วยคน ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ฆ่าหรือปราบคน"
ถ้าทุกหน่วยงานจับจริง น้ำมันเถื่อนที่มากับรถบรรทุกก็เห็นได้ชัดเจน หรือมาทางทะเลก็เห็น ทางบกผ่านด่านศุลกากรก็เห็น ถ้าเอาจริงมันก็จบ แต่เราแค่ปราม วิธีการจัดการอาชญากรทางเศรษฐกิจของเราคือไม่ได้เอาจริง เมื่อจับกุมได้ กระบวนการสอบสวนหรือการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายมักไปไม่ถึงขั้น "ยึดทรัพย์" เช่น จับน้ำมันได้ 5-10 พ่วง มูลค่า 20-30 ล้านบาท แต่จบแค่เสียภาษีให้รัฐมีรายได้แล้วก็จบไป หรือจับบุหรี่หนีภาษีทีละลำเรือ สุดท้ายก็แค่เสียค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด
"ถ้าจับได้และต้องการให้มันจบ ต้องยึดได้ทั้งน้ำมัน ยึดได้ทั้งรถบรรทุก และยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่มาจากการประกอบการค้าหนีภาษี ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เราไม่เคยเดินไปถึงตรงนั้น"
สุดท้ายมันก็เหมือนกำปั้นทุบดิน ปราบไม่หมด แก้เพียงแค่ทำอย่างไรให้โรงงานยาสูบของรัฐยังมีกำไรและอยู่ได้ก็พอแล้ว แต่ถ้าจะคิดปราบให้หมดไปจากประเทศไทยนั้น "ยากมาก ไม่มีทางเลย" เพราะปัญหาของเถื่อนเปรียบเหมือนถังขยะหน้าบ้าน ถ้ามีคนอยู่ก็ต้องมีขยะ หากถังขยะเต็มก็ต้องจัดการให้พอดี แต่จะให้ไม่มีขยะเลยเป็นไปไม่ได้ ของผิดกฎหมายจึงควรถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ให้กระทบกับสินค้าที่ถูกกฎหมาย
ขาดเจ้าภาพ การแก้ปัญหาไม่มีเสถียรภาพและไร้ทิศทาง
อีกประเด็นที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพคือ"การขาดหน่วยงานเจ้าภาพ"
"ตอนนี้ไม่มีเจ้าภาพหลักในแต่ละจังหวัด เมื่อไม่มีวิธีการ ก็ทำได้แค่ป้องกันเฉพาะหน้า เหมือนการรณรงค์ไม่ให้เผาป่าเพื่อลดฝุ่นควัน แต่ไม่มีผู้สั่งการที่มีแผนชัดเจน 1 2 3 4 5 เจอตรงไหนก็จับตรงนั้น เหมือนสินค้าหนีภาษีอื่น ๆ ที่เป็นขบวนการมานานและมีการจ่ายผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่หน้างาน"
ข้างต้นเป็นการตีแผ่ จุดเริ่ม กระบวนการและการฉ้อฉลในการแก้ปัญหาของ สินค้าเถื่อน ของหนีภาษี บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า น้ำมัน แบรนด์เนม ไปจนถึง สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ แต่สว. ไชยยงค์ ยังบอกอีกว่า สังคมและเศรษฐกิจก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า การแก้ปัญหาต้องมาจากการร่วมด้วยช่วยกันของคนในสังคม
ยกตัวอย่างเช่น บุหรี่ไฟฟ้า มันมาหลังจากบุหรี่เถื่อนบุหรี่ไฟฟ้ามันเป็นเรื่องของสังคม เรื่องของค่านิยมของคนรุ่นใหม่ ค่านิยมของสังคมที่คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีการสูบบุหรี่จากบุหรี่ที่ซื้อเป็นซองหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน และวันนี้บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มอันตรายคือ มันเข้าไปสู่ สถานศึกษามากขึ้น
เรื่องที่ต้องแก้ปัญหาการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า มันต้องมองสังคมเป็นหลักมัน ต้องมองถึงอันตราย ที่จะเกิดขึ้นกับสังคม กับเยาวชน ไม่ใช่มองแค่ปัญหาว่าบุหรี่ไฟฟ้าเนี่ยคือสินค้าหนีภาษีอย่างเดียว บุหรี่ไฟฟ้าถ้าเรามองแค่ว่ามัน คือ สินค้าหนีภาษีก็คือจับแล้ว ก็จบนะครับ แต่ถ้ามองถึงปัญหาสังคม มองถึงเรื่องสุขภาพมองถึงเยาวชนมองถึงผลกระทบในระยะยาว เราต้องป้องกันแต่ประเทศไทยเรื่องป้องกันน้อย เรื่องจับกุมเยอะครับ
ฉนั้นสถานศึกษาเองก็ต้องเข้มงวด ซึ่งเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่จะต้องให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หลายภาคส่วน โดยเฉพาะสถานศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
เรื่องอย่างนี้คนไทยอาจยังไม่มีความรู้สึกถึง เพศภัยที่จะเกิดขึ้นอย่างข้างซองบุหรี่ แต่ถามว่าภาพนั้น ทำให้คนกลัวมั้ยไม่ได้กลัวเลยนะครับ ทุกคนที่ไปซื้อบุหรี่มาก็จะเห็นภาพมะเร็งเห็นภาพอะไร ต่างๆ แต่ก็ยังซื้อ นั่นก็คือการแก้ปัญหาด้านสังคมและการรับรู้มันไม่ประสบผลสำเร็จ และเรื่องนี้ก็ควรมีเจ้าภาพในการแก้ปัญหาด้วยเหมือนกัน
สว. ไชยยงค์ ยังบอกทิ้งท้ายด้วยว่า ธุรกิจสินค้าผิดกฎหมายอย่างบุหรี่เถื่อนยังคงอยู่และเติบโตได้ในไทย สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากที่ต้องการซื้อของราคาถูก ตามภาวะเศรษฐกิจ
แม้ภาครัฐจะจับกุมได้มากขึ้นในแต่ละปี แต่ก็ยังมีสินค้าหลุดรอดอยู่เสมอ ทำให้ปัญหานี้ยังวนอยู่ต่อเนื่องและไม่หมดไปง่าย ๆ


