วงการอุตสาหกรรมอาหารและตลาดส่งออกของไทยถึงคราวต้องสั่นสะเทือน เมื่อ “เคนโด้” เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดังและเจ้าของแบรนด์ Putorn Thai Foods รับซื้อพริก 1 ล้านกิโลกรัม พร้อมประกาศก้าวขึ้นแท่น “เจ้าพ่อพริก”คนใหม่ของวงการอย่างเต็มตัว ผ่านการลงนามพันธมิตรครั้งสำคัญกับ De Smit Food International โรงงานแปรรูปพริกชั้นนำที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี พร้อมชูกำลังการผลิตมหาศาลถึง 40 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถรองรับความต้องการของตลาดโลกและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสของไทย
การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการขยายอาณาจักรธุรกิจส่วนตัว แต่คือการวางรากฐาน “ความมั่นคงด้านพริก” ที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยพื้นที่เกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) กว่า 20,000 ไร่ ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยมีหัวใจหลักคือการสร้าง “ทางรอด” ให้กับเกษตรกรไทยด้วยระบบการรับซื้อแบบ “เบอร์รวม” ที่ทลายกำแพงข้อจำกัดเรื่องขนาดและเกรดความสวยงามของผลผลิต เปลี่ยนหยาดเหงื่อของคนปลูกให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงและจับต้องได้จริง
ภายใต้โมเดลธุรกิจที่มีจริยธรรม เคนโด้ และ ดิ สมิธฯ มุ่งหวังที่จะใช้ระบบอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของ De Smit Food International ซึ่งได้รับมาตรฐาน FDA จากสหรัฐอเมริกา เป็นสะพานเชื่อมนำพาวัตถุดิบพริกคุณภาพสูงของไทยไปปรากฏโฉมในเวทีโลกอย่างสง่างาม พร้อม ๆ กับการเปิดตลาดในประเทศเพื่อให้คนไทยได้ลิ้มรสผลิตภัณฑ์เกรดส่งออกคุณภาพพรีเมียม อย่างแบรนด์น้ำพริก “จิ้มแจ่ม” (JimIam) ที่พร้อมเสิร์ฟคนไทยทุกครัวเรือนให้ได้กินน้ำพริกคุณภาพระดับเกรดเอ เกรดเดียวกับที่ขายในต่างประเทศ
ทั้งหมดทั้งมวล เกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจในการร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังปฏิรูปโครงสร้างเกษตรกรรมไทยที่เคย “ปลูกเก่งแต่ขายไม่เป็น” ให้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบซัพพลายเชนระดับโลกอย่างภาคภูมิ
จากหน้าจอสู่โรงงานพริก: พันธกิจกอบกู้คุณภาพชีวิตเกษตรกร
จุดเริ่มต้นของฉายา “เจ้าพ่อพริก” เกิดจากวิสัยทัศน์ที่เคนโด้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เขาเล่าถึงก้าวแรกที่ได้สัมผัสกับอาณาจักร De Smit Food International ที่อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเปลี่ยนมุมมองของเขาที่มีต่ออุตสาหกรรมอาหารไปอย่างสิ้นเชิง
“ผมเห็นภาพรถบรรทุกหลายสิบคันต่อคิวกันตั้งแต่เช้าเพื่อนำวัตถุดิบเข้ามาส่งที่โรงงาน วันหนึ่งๆ มากถึง 100-200 ตัน ภาพพริกจำนวนมหาศาลที่ถูกนำมาบดเป็นวัตถุดิบส่งขายทั่วโลกกว่า 40 ล้านกิโลกรัมต่อปี ทำให้ผมรู้เลยว่านี่คือธุรกิจที่ช่วยเกษตรกรได้โดยตรง เพราะที่นี่ไม่รับซื้อพริกต่างชาติ แต่รับซื้อพริกจากเกษตรกรไทย 100 เปอร์เซ็นต์” เคนโด้บอกเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ
สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจในการร่วมมือกับมาดามพิม-วิชาดา และสามีคือคุณเออร์วิน ผู้บริหาร De Smit Food International คือความจริงใจที่ไม่เอาเปรียบผู้ค้าและเกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยมานาน
“ในขณะที่โรงงานบางโรงงานพยายามกดราคาทุกวิถีทาง แต่ที่นี่รักษาความสัมพันธ์กับเกษตรกรมายาวนานกว่า 20 ปี ผมลงไปคุยกับคนปลูกจริงๆ พวกเขาแฮปปี้มาก เพราะระบบที่เราใช้คือการรับซื้อแบบ ‘เบอร์รวม’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรอยู่รอดได้จริง” เคนโด้กล่าวย้ำ
“พริกเบอร์รวม” โมเดลเปลี่ยนโลก: ทางรอดของเกษตรกรในระบบอุตสาหกรรม
ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรไทยยังคงยากจนคือ “กับดักความสวยงาม” ของผลผลิตที่ตลาดค้าส่งทั่วไปต้องการ แต่ในโลกของอุตสาหกรรมแปรรูป บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์นั้นใหม่ทั้งหมดเพื่อลดภาระและเพิ่มกำไรให้คนปลูก
“ในระบบเกษตรปกติ ผลผลิตหนึ่งไร่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสวยเกรดเอทั้งหมด เกรดที่ไม่สวยมักถูกคัดทิ้งหรือขายได้ราคาต่ำมาก ทำให้เกษตรกรต้องประโคมใส่ปุ๋ยใส่ยาเพื่อให้ได้เกรดคัดไซส์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ แต่ที่นี่เรารับซื้อแบบไม่เน้นขนาด ขนาดไหนเราซื้อหมด ขอให้เป็นพริกคุณภาพตามเกณฑ์อุตสาหกรรมของเรา พริกยำแดงหรือพริกซอสที่เราต้องการ จะยาวจะสั้น จะเป็นไซส์ไหน เรารับซื้อหมด” เคนโด้ระบุ
เขายังเปรียบเทียบตัวเลขให้เห็นภาพชัดเจนว่า ดีมานด์การบริโภคพริกในไทยอยู่เพียงวันละ 10 ตัน แต่โรงงาน ดิ สมิธฯ มีกำลังการโม่ถึงวันละ 100 ตัน หรือมากกว่าความต้องการของทั้งประเทศถึง 10 เท่า เพราะเป้าหมายคือการส่งออกไปทั่วโลก
“ตอนที่ผมประกาศว่าจะซื้อพริก 1 ล้านกิโลกรัม ผมไปถามคุณพิมก่อนว่า ตอนนี้ออเดอร์จากต่างประเทศมีเท่าไหร่ คุณพิมบอกว่า ส่งออกรอบหนึ่ง มีหนึ่งล้านกิโลกรัมอย่างต่ำ ดังนั้น ประกาศรับซื้อไปเลย ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและปลูกในระยะยาวด้วย หรือตอนนี้ใครมีของที่เป็นพริกเบอร์รวม ก็ติดต่อมาได้ เรามีตลาดรองรับที่แน่นอนและเราอยากช่วยเกษตรกร เกษตรกรไม่ต้องเครียดเรื่องหาที่ขาย ไม่ต้องเสียเวลาคัดเกรด แค่ปลูกให้ได้มาตรฐานตามที่เราพร้อมอบรมให้ ต้นทุนจะลดลง แต่กำไรต่อไร่จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
ทั้งนี้ หลังจากทำคลิปรับซื้อพริก 1 ล้านกิโลกรัมลง TikTok เพียงวันเดียวมียอดผู้ชมพุ่งสูงถึงแสนวิว และมีเกษตรกรจากทุกภาคทั่วประเทศติดต่อเข้ามาอย่างล้นหลาม รวมถึงพี่น้องเกษตรกรบนดอยสูงที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างคอนเน็กชั่นระหว่างโรงงานกับผู้ปลูกโดยตรง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเพาะปลูกแบบระบบอุตสาหกรรมในอนาคต
สำหรับแนวทางการทำงานร่วมกันนั้น เคนโด้แนะนำว่า เกษตรกรที่มีพริกอยู่แล้วสามารถรวมกลุ่มผ่านสหกรณ์หรือปรึกษาเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และเกษตรตำบล เพื่อวางแผนการรวบรวมวัตถุดิบส่งเข้าโรงงาน โดยเน้นการรับซื้อตามกติกา “ระบบอุตสาหกรรม” ซึ่งอาจจะต้องมีปริมาณมากตามที่โรงงานกำหนด เพราะการเปิดไลน์ผลิตแต่ละครั้งจะต้องมียอดการโม่พริกในระดับ 100 ตันขึ้นไปเพื่อให้คุ้มค่าต่อการใช้พลังงานเครื่องจักร
การเข้ามาอยู่ในระบบนี้จะช่วยปรับเปลี่ยนแนวคิดของเกษตรกรให้หันมาปลูกเพื่ออุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการต้นทุนและกำไรให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น
นอกจากนี้ เคนโด้ยังมุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาเป็นตัวกลางในการแนะนำและเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่โรงงานที่มีจริยธรรม เนื่องจากมองว่าธรรมชาติของเกษตรกรคือนักปลูกที่มีฝีมือ แต่มักจะขาดทักษะด้านการตลาดและการแปรรูป ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินหรือความเสี่ยงจากการหาตลาดเอง หน้าที่ในการจัดหาช่องทางจำหน่ายและแปรรูปจึงควรเป็นของโรงงาน ส่วนเกษตรกรควรโฟกัสที่การปลูกให้ได้คุณภาพดีที่สุดเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะกลายเป็นทางรอดที่ยั่งยืนของวงการเกษตรไทย
สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ: มาตรฐาน FDA และระบบหลังบ้านระดับโลก
ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนคือความแน่นอน เคนโด้ชี้ให้เห็นว่า De Smit Food International มีความแข็งแกร่งในฐานะ “คลังสำรองพริก” ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เปรียบเสมือนโรงกลั่นในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยมีการวางระบบ Contract Farming 20,000 ไร่อย่างเป็นระบบ มีผู้เชี่ยวชาญจากฮอลแลนด์มาอบรมแนะนำการปลูกอย่างมืออาชีพ
“เรามีความมั่นคงด้านวัตถุดิบสูงมาก แม้ในช่วงวิกฤตอย่างโควิดหรือน้ำท่วมที่โรงงานอื่นขาดแคลนพริก แต่เรามี ‘ความมั่นคงด้านพริก’ เพราะยังมีพริกบดอยู่ในสต๊อก 2,000 ตัน พร้อมส่งเสมอ และที่โม่ทุกวันอีกวันละ 100-200 ตัน ซึ่งเกิดจากการที่เรามีระบบบริหารจัดการที่ดีและเทคโนโลยีการโม่ที่ทันสมัย ที่สำคัญที่สุดคือเราได้รับมาตรฐาน FDA จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะเป็นโรงงานวัตถุดิบพริกแห่งเดียวในไทยที่ทำได้ ทำให้เราส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างอเมริกาได้อย่างต่อเนื่องไร้อุปสรรค”
นอกจากนี้ เคนโด้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบ “หลังบ้าน” ที่แข็งแกร่งของ ดิ สมิธ ฯ ที่ทำให้พริกไม่เคยขาด.. เขาบอกว่า... “หลายธุรกิจเจ๊งเพราะขายดีเกินไป แต่ระบบผลิตรองรับไม่ทัน มาตรฐานตก วัตถุดิบขาด แต่ถ้ามาจับมือกับเรา เรามีวัตถุดิบซัพพอร์ตแบบไม่ขาดตอน เราพร้อมเป็นฐานผลิต (OEM) ที่มั่นคงให้กับแบรนด์ไทยที่อยากเติบโตสู่ระดับสากล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการควบคุมคุณภาพหรือปริมาณสินค้า”
อุดมการณ์ “อาหารไทยสู่ครัวโลก”: ความจนต้องไม่ใช่จุดจบของคนปลูกพริก
บทสรุปของการก้าวขึ้นเป็น “เจ้าพ่อพริก”ของเคนโด้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขผลกำไร แต่คือการทลายโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของเกษตรกรรมไทย ที่ซึ่งคนปลูกเก่งระดับท็อปโลกกลับเป็นกลุ่มคนที่จนที่สุด
“ผมและมาดามพิมเป็นคนอีสานเหมือนกัน เราเข้าใจซึ้งถึงคำว่าความจน ความลำบาก และการต่อสู้ชีวิต มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ประเทศไทยโปรโมทตัวเองว่าเป็นเมืองแห่งอาหารโลก แต่เกษตรกรกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือยังจนอยู่ และจนเกินไป ผมมองว่าหน้าที่การหาตลาดหรือการแปรรูปไม่ควรเป็นภาระของเกษตรกร เพราะพวกเขาคือนักปลูก ไม่ใช่นักขาย หน้าที่เหล่านั้นควรเป็นของโรงงานที่มีจริยธรรมที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อให้”
เป้าหมายสูงสุดของเคนโด้คือการสร้างระบบที่เกษตรกรไทยสามารถยืนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการค้าขายตรงกับโรงงานที่มีตลาดรองรับอยู่ทั่วโลก
“เราอยากให้อาหารไทยไปสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม โดยที่ต้นทางคือเกษตรกรต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องถูกเอาเปรียบจากระบบล้งหรือคนกลางที่ไร้จริยธรรม นี่คือภารกิจที่ผมทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่อพิสูจน์ว่าเกษตรกรรมไทยสามารถรวยได้จริงถ้าเรามีระบบอุตสาหกรรมที่ถูกต้องและเป็นธรรมมารองรับ” เคนโด้กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ สำหรับคนที่สนใจอยากทดลองชิมรสชาติน้ำพริกเกรดระดับส่งขายเมืองนอก สามารถเข้าไปคลิกออเดอร์ได้ที่ TikTok: JimJamThailand https://www.tiktok.com/@jimjamthailand?_r=1&_t=ZS-96BTUXNKH0U หรือหากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากส่งพริกเข้าไปขายในโรงงาน สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง TikTok: เคนโด้เจ้าพ่อพริก https://www.tiktok.com/@kendozaap?_r=1&_t=ZS-96A3wDFvUfQ
................................................
Text by : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
................................................


