"หมอเบียร์" อดีตอายุรแพทย์แม่สอด สะท้อนบทเรียนการจัดการสาธารณสุขชายแดน ชี้การรักษาคนต่างด้าวฟรีไม่ใช่การทำบุญ และการเก็บค่าประกันไม่ใช่การทำบาป เปรียบการใช้เงินบริจาคแก้ปัญหาเหมือน "รดน้ำลงทะเลทราย" ที่ไม่มีวันยั่งยืน วอนรัฐเร่งสร้างระบบประกันสุขภาพที่เข้มแข็งเพื่อดึงแรงงานเข้าระบบ รักษาโรคได้ทันท่วงที ก่อนบานปลายกลายเป็นภาระงบประมาณและเสี่ยงแพร่ระบาดสู่คนไทย
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. แพทย์หญิง ณัฐกานต์ ชื่นชม อดีตอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็น "การบริหารจัดการสุขภาพคนต่างด้าวในประเทศไทย" ชี้ การพึ่งพาเงินบริจาคเพื่อรักษาคนต่างด้าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่ยั่งยืน สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีคือ "ระบบสุขภาพที่มีเสถียรภาพ" เพื่อลดภาระของบุคลากรและงบประมาณสาธารณสุข ทั้งนี้ “หมอเบียร์” ได้ระบุข้อความว่า
"ว่าจะมาแสดงความเห็นเรื่องสุขภาพคนต่างด้าวสักหน่อย ....
อย่างที่พูดมาตลอดว่า เรื่องสุขภาพคนต่างด้าวในประเทศไทยมันเป็นเรื่องที่ต้องมองให้เป็นระบบใหญ่ การบริจาคเพื่อแก้ไขปัญหามันก็ได้เฉพาะหน้า จริงอยู่มีคนต่างด้าวที่เจ็บป่วยส่วนหนึ่งที่ไม่มีเงินจริงๆ เจ็บป่วยฉุกเฉินมาเราต้องช่วยเหลืออยู่แล้วตามหลักจริยธรรมการแพทย์ ทุกคนรู้ดี แต่ทุกพื้นที่ในประเทศไทยทำแบบอุ้มผางไม่ได้ ถึงอยากจะทำเลียนแบบใจจะขาดก็หางบประมาณไม่ได้ เหมือนรดน้ำลงในทะเลทราย หรือถมดินลงในมหาสมุทร
สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือการทำระบบให้มันมีเสถียรภาพ เข้าถึงได้ทุกคน และไม่เกิดภาระกับใคร ทั้งตัวผู้ป่วยต่างด้าวเอง ผู้ป่วยคนไทย ไม่เกิดภาระกับระบบสาธารณสุข และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างน้อยนิด
การที่เราเก็บเงินคนต่างด้าวในรูปแบบประกันสุขภาพไม่เท่ากับเราทำบาป การที่เรารักษาให้เขาฟรีก็ไม่เท่ากับการทำบุญเช่นกัน
ลองนึกว่าถ้าเรารักษาฟรีเป็นครั้งคราว ..ก็ได้แค่หนึ่งครั้ง แต่ถ้าเขาเจ็บป่วยเรื้อรังไม่ฉุกเฉิน การที่ไม่มีสิทธิใดๆ ติดตัวก็เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ เช่นเป็นแรงงานในเรือประมง ไอเรื้อรัง ไม่กล้ามาโรงพยาบาลเพราะไม่มีประกันสุขภาพ ก็แพร่เชื้อวัณโรคต่อไปเรื่อยๆ แรงงานบางคนมีความอดทนเจ็บป่วยเล็กน้อยก็อดทนๆๆๆๆๆ จนอาการหนักแล้วค่อยมาโรงพยาบาล ทุกคนทราบดีว่าคนไข้มาช้าใช้ทรัพยากรและงบประมาณมากกว่าคนไข้มาเร็ว
สิ่งที่เราควรรีบทำคือ สำรวจสถานะคนต่างด้าวในประเทศไทยขึ้นทะเบียนอย่างครบถ้วน และให้เขามีระบบประกันสุขภาพที่ถูกต้อง ให้เข้าถึงได้ และใช้งบส่วนนี้จ้างบุคลากรการแพทย์เพิ่ม บางส่วนอาจเป็นคนต่างชาติด้วยกันที่เป็นหมอ พยาบาลมาช่วย เพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคติดต่อที่ป้องกันได้ และให้ผู้ป่วยมาเร็วรักษาเร็วดีกว่ามาช้า และไม่ต้องรบกวนงบประมาณและการบริการในส่วนคนไทย เพราะทุกคนต้องการสิทธิมนุษยชน คนไทยหรือต่างชาติทุกคนก็ต้องการเช่นกัน...
โดยสรุป การช่วยเหลือด้วยเงินบริจาคสามารถทำได้ แต่ต้องควบคู่ไปกับการสร้างระบบสุขภาพที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนค่ะ ในสถานการณ์ที่เราไม่ได้มีเงินงบประมาณมากพอเหลือเฟือ สิ่งที่ต้องมีมากไม่น้อยไปกว่าจริยธรรมทางการแพทย์ คือการบริหารจัดการที่ดี"


