เดือดสนั่นโซเชียล! เปิดจดหมายถึงผู้จัดละคร จี้ลดกระแส Y-GL อ้างกระทบเยาวชน-ครอบครัว ก่อนเสียงแตกหนักทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ปม “ความหลากหลายทางเพศ” บนหน้าจอทีวี
วันนี้ (9 เม.ย.) กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์บนโลกโซเชียลฯ ทันที เมื่อมีการแชร์ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ส่งสารไปถึง "ผู้อำนวยการและผู้จัดละครทุกช่อง" โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มแฟนละครส่วนใหญ่ (ช่วงอายุ 45-65 ปี) รวมถึงวัยทำงาน ที่ปัจจุบันเริ่มหันหลังให้หน้าจอโทรทัศน์ เพราะทนไม่ไหวกับกระแสละครแนว Y (ชายรักชาย) และ GL (หญิงรักหญิง) ที่ครองผังรายการ
เนื้อหาในจดหมายมีการระบุประเด็นที่น่าสนใจและกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หลายประเด็น เช่น ห่วงเยาวชนเลียนแบบ โดยผู้โพสต์ระบุว่าการนำเสนอเนื้อหาเหล่านี้ผ่านฟรีทีวีเป็นการยัดเยียดให้เด็กและวัยรุ่นเห็นว่าเป็นเรื่องอินเทรนด์ จนอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบดาราที่ชื่นชอบ ทั้งที่ไม่ได้มีรสนิยมทางเพศแบบนั้นมาแต่กำเนิด และยังมองว่ากระทบโครงสร้างครอบครัว เพราะมีการตั้งคำถามถึงการรับเด็กมาเลี้ยงของคู่รักเพศเดียวกัน ว่าจะส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กหรือทำให้เด็กสับสนในการเรียก "พ่อ-แม่" หรือไม่ อีกทั้งความในใจของดารา ข้อความอ้างว่าดาราบางท่านอาจจะรู้สึกขยะแขยง หรืออึดอัดที่ต้องรับบทบาทรักร่วมเพศ หรือต้องแสดงคู่จิ้นนอกจอเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ และเชื่อว่ามีเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่มีใครฟัง ซึ่งผู้โพสต์อ้างว่าคนไทยเกินครึ่ง โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุ ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมเรื่องนี้ แต่ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวทัวร์ลง และมองว่าการอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมนั้นใจกว้างพอแล้ว แต่ไม่ควรส่งเสริมให้เป็นเรื่องปกติผ่านสื่อ พร้อมทั้งทิ้งท้ายสุดแรง ชี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ไม่ใช่ความถูกต้องที่ควรส่งเสริม
ทั้งนี้ จดหมายฉบับนี้จบลงด้วยการเรียกร้องให้ผู้จัดละครลองเปลี่ยนแนวทางกลับมาทำละครที่เอาใจคนกลุ่มใหญ่ เพื่อยอดวิวและความสบายใจ โดยทิ้งท้ายว่าการเลิกมอมเมาอนาคตของชาติ จะเป็นผลบุญที่ทำให้ผู้จัดมีความสุขมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปได้เกิดเสียงแตกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและมองว่าเนื้อหาละครในปัจจุบันขาดความหลากหลาย และเน้นขายจิ้นจนเกินขอบเขต และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว การนำเสนอความหลากหลายทางเพศคือการยอมรับความจริงในสังคม และเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อลดการบูลลี่ในอนาคต
ที่มา: เฟซบุ๊ก Sirisak Borisutsawat


