xs
xsm
sm
md
lg

“ทรัมป์” ชี้อิหร่านตั้งลูกชาย “คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่คือความผิดพลาด เตหะรานพร้อมรบยืดเยื้อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ทรัมป์” ชี้ตั้ง “โมจ์ตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ เป็นการตัดสินใจที่ผิด และไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ขณะเตหะรานส่งสัญญาณพร้อมทำสงครามยืดเยื้อ และอาจโจมตีประเทศริมอ่าวอาหรับต่อไป ชี้ยิ่งสงครามยาวนานจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจจนนานาชาติเข้ามาแทรกแซง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับ NBC News เมื่อคืนวันที่ 9 มี.ค.ระบุว่า การยก โมจ์ตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อาลี คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่”

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมคิดว่าพวกเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ผมไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ผมคิดว่าพวกเขาตัดสินใจผิด”
ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยระบุว่า โมจ์ตาบาเป็นตัวเลือกที่ “ไม่อาจยอมรับได้” ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลประกาศว่าจะเล็งเป้าโจมตีผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านรายใดก็ตาม

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐ และอาจเดินหน้าโจมตีประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต่อไป เพื่อกดดันให้ประเทศเหล่านั้นโน้มน้าวให้ทรัมป์ยุติความขัดแย้ง


คามาล คาราซี ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของสำนักงานผู้นำสูงสุด ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNN ที่กรุงเตหะราน ว่า ขณะนี้แทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการเจรจาทางการทูต และสงครามอาจยุติลงได้ก็ต่อเมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจนประเทศอื่น ๆ ต้องเข้ามาแทรกแซง

เขาระบุว่า สงครามกำลังก่อให้เกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อหลายประเทศ ทั้งในด้านเงินเฟ้อและปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และหากการสู้รบยังดำเนินต่อไป แรงกดดันดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจทำให้ประเทศอื่นต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อยุติความขัดแย้ง

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตี อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีหลายพื้นที่ทั่วตะวันออกกลาง โดยอ้างว่าเป็นการมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของสหรัฐในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าอาคารที่พักอาศัยและสนามบินหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดยังส่งผลกระทบต่อการค้าพลังงานโลก โดยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินทั่วโลก.