"หมอเอก" ฟาดแรง! สปสช.ยึดชุดความคิดโบราณ แฉสถิติคนไทยอ้วน-เบาหวานพุ่งกระฉูด แต่ระบบงบประมาณยังเดินหลงทาง ถ้าไม่ปฏิรูปเตรียมตัวเจ๊งทั้งเงิน ทั้งระบบ ทั้งสุขภาพคนไทย
วันนี้ (4 มี.ค.) นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ นักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขและผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบบสุขภาพไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และสุขภาพคนไทยอาจล้มเหลว หาก สปสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ปฏิรูป "ชุดความคิด" ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโรคในยุคปัจจุบัน โดย หมอเอกได้ระบุข้อความว่า
"ถ้า #สปสช.ยังอยู่ในชุดความคิดเดิมกับเมื่อ 30-40 ปีก่อน และชุดความคิดตั้งแต่ตอนก่อตั้ง สปสช.เมื่อเกือบ 25 ปีก่อน.... เตรียมตัวเจ๊งทั้งเงิน ทั้งระบบ ทั้งสุขภาพคนไทย ?!!!! จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งแรกเมื่อปี 2534 มาสู่การสำรวจครั้งล่าสุด คือครั้งที่ 7 เมื่อปี 2567-68 พบข้อมูลน่าตกใจว่า... คนอ้วนเพิ่มจาก 20.8% มาเป็น 45.0% คนเป็นเบาหวาน เพิ่มจาก 6.6% มาเป็น 10.6% ความดันสูง เพิ่มจาก 5.4% มาเป็น 29.5% ผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแล เพิ่มจาก 15.5% มาเป็น 28%
เมื่อดูที่งบประมาณของ สสส.สำหรับการรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพ ปรากฏว่า 1 ใน 4 ของเงินกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปีถูกใช้ไปกับการรณรงค์เรื่องยาสูบ กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการเกิดโรค... มาดูที่ สปสช. ปรากฏว่าแนวทางการจ่ายเงิน... เป็นหลักการจ่ายสำหรับโลกยุคที่ภัยสุขภาพคือโรคติดเชื้อ โรคที่รักษาหายไม่ใช่โรคเรื้อรัง !!!
เน้นจ่ายเพื่อรักษาเมื่อเป็นโรค
มีการจัดสรรเงินสำหรับส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคไว้ประมาณ 15% ของงบประมาณทั้งหมดก็จริง ซึ่งก็ยังน้อยกว่าหลักการที่ควรจะมีเงินส่วนนี้ 25-30% และ มีน้อยแล้วยังถูกกันไว้ซื้อของมากกว่าใช้เน้นป้องกันโรคและส่งเสริมการมีสุขภาพดีจริงๆ อีก !!!
มีการให้เงินสำหรับคัดกรองสุขภาพก็จริง แต่ไม่มีเงินสำหรับการปรับพฤติกรรมต่อเนื่องจากการคัดกรองเลย...เช่น คัดกรองว่าอ้วน แล้วไงต่อ คัดกรองว่าเสี่ยงเบาหวาน แล้วไงต่อ
เราเน้นให้เงินรักษาไตวาย มากกว่าให้เงินและทรัพยากรไปกับการทำให้คนไข้คุมระดับน้ำตาล ความดันได้
และมากกว่าการป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันสูงรายใหม่ !!!
การปฏิรูป "ชุดความคิด" ใน สปสช.ไม่ใช่เพียงแต่แก้ปัญหาให้โรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินจากการบริหารของ สปสช. แต่... คือการทำเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยอยู่รอด และทำให้สุขภาพของคนไทยดีขึ้นได้"


