เปิดเบื้องลึกนโยบาย “ปลอด 0-ร-มส.” ที่ไม่ใช่แค่การแก้ตัวเลขให้สวยหรู แต่คือภารกิจ 'ยื้อชีวิต' เด็กไทยกว่า 1 ล้านคนที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษา ครูเผยจุดเริ่มต้นวงจรท้อถอยส่งผลกระทบระดับชาติ หากปล่อยให้หลุดมือไปอาจกลายเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะเยียวยา
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. เฟซบุ๊ก "Pongsapon Khumsopa" ซึ่งเป็นคุณครูรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ถึงประเด็นการศึกษาไทย พร้อมเปิดตัวเลขนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาซึ่งสาเหตุหลักมาจาก ติด 0, ติด ร, มส.
โดยระบุว่า “เหตุผลของนโยบาย ปลอด 0 ร มส. ที่ส่วนกลางอยากให้ครูเข้าใจ
Thailand Zero Dropout.
ถ้าเอาตัวเลขเด็กหลุดจากระบบมา “เชื่อมภาพรวม”
ปี 2565 เด็กอยู่นอกระบบประมาณ 1.02 ล้านคน
ปี 2567 เหลือประมาณ 9.8 แสนคน
ปี 2568 ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน
ตัวเลขระดับ “หลักล้าน” แบบนี้ทำให้รัฐต้องตั้งเป้าหมายเชิงรุก เช่น นโยบาย Thailand Zero Dropout ที่ผลักดันโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ
แล้วเกี่ยวอะไรกับ “ปลอด 0 ร มส.” ?
1. 0 ร มส. คือ “จุดเริ่มต้นของการหลุดจากโรงเรียน”
เด็กจำนวนไม่น้อยเริ่มจาก
• ติด 0 เพราะไม่ส่งงาน ไม่สนใจเรียน
• ได้ ร เพราะส่งงานไม่ครบ
• ได้ มส. เพราะเวลาเรียนไม่พอ
พอสะสมหลายวิชา → ต้องแก้หลายรอบ → ท้อ → ขาดเรียน → หลุดออกจริง
ดังนั้น นโยบาย “ปลอด 0 ร มส.” คือการ ตัดวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ
2. จาก “ลงโทษ” เป็น “ประคอง”
เมื่อประเทศมีเด็กหลุดระดับหลักล้าน
ระบบการศึกษาจึงขยับจาก
วัดแล้วไม่ผ่าน = ตัดเกรด
เปลี่ยนมาเป็น
ไม่ผ่าน = ต้องช่วยให้ผ่าน
เพราะทุก 0 หนึ่งตัว อาจหมายถึงเด็กหนึ่งคนที่เสี่ยงออกจากระบบ
3. ตัวเลขที่ลดลง สะท้อนแนวคิดใหม่
จาก 1 ล้าน เหลือ 6 แสนในไม่กี่ปี แปลว่ารัฐกำลัง “กันเด็กไม่ให้ตกหล่น” มากขึ้น นโยบายปลอด 0 ร มส. จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในห้องเรียน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับประเทศ
สรุปภาพใหญ่
เด็กหลุดหลักล้าน → ประเทศตั้งเป้า Zero Dropout
Zero Dropout → โรงเรียนต้องลดปัจจัยเสี่ยง
0 ร มส. → เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงนั้น
ดังนั้น “ปลอด 0 ร มส.” ไม่ได้เกิดเพราะอยากให้ตัวเลขสวย
แต่เกิดจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ต้องพยายามไม่ให้เด็กอีกหลายแสนคนหลุดออกจากระบบ ถ้าเด็กยังอยู่ในระบบโรงเรียนยังพอควบคุม อบรม สั่งสอนให้เป็นคนดีได้ แต่หากหลุดออกไปแล้ว อาจเป็นปัญหาสังคมเรื้อรัง”


