xs
xsm
sm
md
lg

"หมอเอก" กางข้อกฎหมายอัด สปสช.ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเถื่อน! ชี้ใช้แค่ "บทนิยาม" มาตรา 3 เป็นฐานอำนาจไม่ได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สปสช.ส่อวุ่น! 'หมอเอก-นพ.เอกภพ' แฉการรับรองหน่วยบริการแบบ 'ตีความตามใจตัว' หลังพบการนำมูลนิธิ-สมาคมที่ไร้มาตรฐานสถานพยาบาลมาให้บริการสุขภาพประชาชน ชี้อ้างเกณฑ์กรมควบคุมโรคไม่ได้ เพราะ 'กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ' คือผู้ถืออำนาจจริงตามกฎหมาย จี้ สปสช.กลับมาทำสิ่งที่ถูกต้องตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ (2 มี.ค.) นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ "หมอเอก" นักการเมืองและนายแพทย์ที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในแวดวงสาธารณสุขและกีฬา ได้ออกมาโพสต์ข้อความกรณีการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการของ สปสช. ชี้เป็นการใช้ฐานอำนาจผิดพลาด องค์กรเหล่านี้ต้องมีสถานที่และใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล (กฎหมายเฉพาะ) เสียก่อน สปสช.จะอ้างกฎหมายตัวเองเพื่อละเว้นกฎหมายหลักไม่ได้ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"เรามักจะเห็นการอ่านกฎหมายแบบไทยๆ ที่แม้จะเขียนไว้รัดกุมขนาดไหนก็ต้องเจอการ "ตีความ" ที่ต่างกัน
กรณี สปสช.ที่ขึ้นทะเบียนมูลนิธิ สมาคม องค์กรหลายๆ แห่งให้เป็น "หน่วยบริการ" ซึ่ง สปสช.อ้างอิงว่าเป็นการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการตามมาตรา 3 ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้วว่าไม่ถูกต้อง

แต่.... คราวนี้ลองใช้คุณสมบัติของ AI ที่ตีความกฎหมายตามตัวอักษร และให้เทียบเคียงกับคำพิพากษาและฎีกา รวมถึงหลักกฎหมาย ได้ข้อสรุปที่ตรงกันจาก ChatGPT และ Claude คือ

1. มาตรา 3 เป็นบทนิยาม ไม่ใช่บทอนุญาต การที่ สปสช. หรือคณะกรรมการนำมาตรา 3 มาใช้เป็นฐานอำนาจโดยตรงในการรับรองสถานะหน่วยบริการแทนที่จะผ่านกระบวนการมาตรา 44 ครบถ้วน ถือเป็น Ultra Vires ที่ศาลมักเพิกถอนโดยไม่ลังเล
ศาลจะใช้หลักพิจารณา :

หลักที่ 1: Ejusdem Generis
"สถานบริการอื่น" ต้องมีลักษณะร่วม
กับประเภทที่ระบุไว้แล้ว คือต้องมีสถานที่
ให้บริการสุขภาพจริง ไม่ใช่แค่องค์กรที่
ทำงานด้านสุขภาพ

หลักที่ 2: เจตนารมณ์คุ้มครองประชาชน
การขยายขอบเขตต้องไม่ลดมาตรฐาน
การคุ้มครองประชาชนลง

หลักที่ 3: ความสอดคล้องกับระบบกฎหมาย
ต้องไม่ขัดกับกฎหมายฉบับอื่นที่มีอยู่แล้ว

2. กลไกทางกฎหมายที่ใช้คือหลัก Lex Specialis ซึ่งหมายความว่ากฎหมายเฉพาะย่อมมีผลเหนือกฎหมายทั่วไป

พ.ร.บ.สถานพยาบาล = กฎหมายเฉพาะ
ควบคุมการประกอบกิจการสถานพยาบาล
พ.ร.บ.หลักประกันฯ = กฎหมายทั่วไป
ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานสถานบริการ
ผลคือ: สปสช. ไม่อาจใช้อำนาจตาม
พ.ร.บ.หลักประกันฯ เพื่อทำให้การกระทำ
ที่ผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล กลายเป็น
ถูกกฎหมายได้

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ศาลปกครองสูงสุดไทยมีแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนว่า คดีหมายเลขแดงที่ อ.701-702/2559 - ศาลปกครองสูงสุดวางหลักว่า การที่หน่วยงานทางปกครองออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอน หลัก Lex Specialis ที่ศาลไทยใช้อ้างอิงสม่ำเสมอ - กฎหมายเฉพาะ (พ.ร.บ.สถานพยาบาล) ย่อมมีผลเหนือกว่ากฎหมายทั่วไป (พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ) ในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมสถานพยาบาล การที่ สปสช. อ้างกฎหมายทั่วไปเพื่อเลี่ยงกฎหมายเฉพาะจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1568/2540 - ศาลฎีกาวางหลักว่า การตีความกฎหมายต้องอ่านทั้งระบบ ไม่สามารถหยิบยกเฉพาะบทนิยามมาใช้โดยตัดบทบัญญัติหลักที่เกี่ยวข้องออกได้
สรุป
มูลนิธิ/สมาคม ให้บริการด้านสาธารณสุข

มีสถานะนิติบุคคลตาม ป.พ.พ.

แต่ยังขาดสถานะ "สถานบริการสาธารณสุข"
ตามมาตรา 3 พ.ร.บ.หลักประกันฯ

จึงขึ้นทะเบียนเป็น
หน่วยบริการ สปสช.ไม่ได้
หากต้องการขึ้นทะเบียน ต้องทำดังนี้

ทางที่ 1: ขอใบอนุญาตสถานพยาบาล
ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541

ทางที่ 2: ขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.วิชาชีพ
ที่เกี่ยวข้องกับบริการที่ให้จริง

จึงจะมีสถานะ "สถานบริการสาธารณสุข"
และขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ สปสช. ได้
.
สปสช.เคยชี้แจงครั้งหนึ่งว่า หน่วยบริการตามมาตรา 3 (บางหน่วย) ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมโรค !!!
แต่.... กรมควบคุมโรคไม่ได้มีหน้าที่ประเมินมาตรฐานหน่วยงานหรือองค์กร ใดๆ เพื่อรับรองให้บริการสาธารณสุข
หากหน่วยงานที่มีการตรวจ เจาะเลือด จ่ายยา ทำหัตถการควรต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสนุบสนุนบริการสุขภาพมิใช่หรือ ????"