นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถอดบทเรียนหลังสวมเสื้อพรรคประชาชนลงสู้ศึก ชี้ชัด 'ระบบอุปถัมภ์' ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่คือกลไกที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้รวดเร็วและจับต้องได้จริงยิ่งกว่าการพึ่งพารัฐ จนกลายเป็น 'บรรทัดฐานใหม่' ของสังคมที่ฝังรากลึก ยอมรับแค่นโยบายดีเลิศอาจไม่พอ พร้อมตั้งคำถามใหญ่ถึงพรรคส้ม... จะงัดกลยุทธ์อะไรมาฝ่าด่านหินเครือข่ายอุปถัมภ์และการเมืองต่างตอบแทนนี้ไปได้?
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความ สะท้อนมุมมองที่ได้จากการลงสนามการเมือง ซึ่งทำให้เข้าใจถึงกลไกและอิทธิพลของ "ระบบอุปถัมภ์" ในสังคมไทยอย่างถ่องแท้ โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"PP101 ตอน 1 : ระบบอุปถัมภ์เป็นเช่นนี้เอง
ก่อนหน้านี้ผมพอเข้าใจระบบอุปถัมภ์เป็นทฤษฎี หลังลงเลือกตั้ง ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้
สังคมเขตชานเมืองและชนบทอยู่ในวัฒนธรรมอุปถัมภ์มายาวนาน และระบบอุปถัมภ์นี้ดูแลช่วยเหลือผู้คนได้จริง ยกตัวอย่างเช่นชาวบ้านต้องการจัดงานศพ งานฉลอง งานแต่ง เพื่อลดค่าใช้จ่าย สามารถขอยืมเต็นท์และเก้าอี้ไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลก็คือ ยุ่งยาก ต้องไปยกเองเก็บเอง แต่เมื่อโทรหาหัวคะแนนตัวยง เต้นท์โต๊ะเก้าอี้พร้อมเวทีเครื่องเสียงมาถึงโดยทันที อาจมีซองช่วยงาน น้ำแข็งข้าวสารมาด้วย เสร็จงานก็มาเก็บให้เรียบร้อย ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง เป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีจริง พึ่งพาได้ ทำมาโดยตลอดไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ส่วนประเด็นว่า ผู้นำคนนั้นเอาเงินจากไหน เงินเทาไหม เงินคอรัปชั่นไหม ไม่ต้องถาม นี่คือ มิติทางสังคมที่ผู้แทน/ผู้นำของเขาต้องบริหารให้ได้ ขายของบนทางเท้า ถูกนักเลงรีดไถ โดนเทศกิจจับ ไม่มีเงินพาแม่ไปโรงพยาบาล ค่าเทอมลูกไม่พอ อยากได้ทุนเรียนหนังสือ อยากได้ผ้าอ้อมคนป่วยติดเตียง สารพัดปัญหาแก้ได้ เพียงไปบอกหัวคะแนนตัวยงในชุมชน ในเชิงสถาบันของชุมชน ไม่ว่าวัด/มัสยิด โรงเรียน รพ.สต. ศูนย์เด็กเล็ก ลานแอโรบิก อสม. กลุ่มแม่บ้าน เมื่อจะจัดงานหรือทำโครงการใดๆ ก็ขอสนับสนุนจากผู้แทนหรือหัวคะแนนตัวยงในพื้นที่ สองหมื่นห้าหมื่นต่อครั้งไม่มีปฏิเสธ
เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง หัวคะแนนตังยง ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ก็จะมาขอเสียง ความเกรงใจ ความไว้ใจ ระบบต่างตอบแทนเริ่มทำงาน จูงใจด้วยเงินอีกก้อนสักพันบาท ไม่เรียกว่าเงินซื้อเสียง เรียกว่าเงินเชิญชวนให้ออกไปลงคะแนนให้ เป็นการเมืองสุจริต! การเมืองต่างตอบแทน!
นี่คือระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกเป็นข้อต่อที่สำคัญระหว่างนักการเมืองกับชุมชน ในท่ามกลางสังคมที่บีบรัดเช่นนี้ พึ่งพารัฐได้น้อยเช่นนี้ ชาวบ้านผิดไหม เขาก็ไม่ผิดหรอก เพราะนี่คือ norm ใหม่ของสังคมไปแล้ว ดังนั้น การที่ผู้สมัครพรรคประชาชนไปแนะนำตัว คุยสองสามนาที นโยบายดีเลิศ จึงไม่อาจชนะใจได้โดยง่าย
คำถามใหญ่คือ เราพรรคประชาชนจะฝ่าด่านระบบอุปถัมภ์ในชุมชนที่ยังหนาแน่นขึ้นทุกวันด้วยเครือข่ายสีเทาที่ถักทอแน่นหนาไปได้อย่างไร อาสาส้มจะไหวไหม สู้อย่างไร นอกจากอาสาส้ม เราจะมีกลยุทธ์อะไรอีก เป็นโจทย์ใหญ่สุดหินของพรรคประชาชน"


