xs
xsm
sm
md
lg

DPU รุกเศรษฐกิจ Longevity เปิดศาสตร์โภชนาการในการออกแบบเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพ "ปรุงสุข" ปั้นสถาปนิกสุขภาพและชะลอวัย รับสังคมสูงวัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลักสูตร "ปรุงสุข" โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวด้วยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดี สายงานวิชาการ DPU ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียง 4 แสนคนต่อปี ทำให้โจทย์สำคัญอยู่ที่ การทำให้ "Healthspan" หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรงยาวนานเท่ากับ "Lifespan" เพื่อไม่ให้การมีอายุยืนกลายเป็นภาระด้านสาธารณสุขและกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่อายุยืน แต่คือการทำให้ Healthspan เท่ากับ Lifespan หรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันมากที่สุด ถ้าอายุ 80 แล้วร่างกายยังแข็งแรงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ สิ่งนี้คือเป้าหมายของโครงการนี้ และนี่คือเหตุผลที่เราต้องเริ่มคิดเรื่องสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้ถึงวันที่ร่างกายเริ่มถดถอยแล้วค่อยแก้”

รองอธิการบดีสายงานวิชาการ ยังระบุเพิ่มเติมว่า อุปสรรคสำคัญของอาหารสุขภาพอยู่ที่ไม่สามารถสร้างการบริโภคซ้ำได้เนื่องจากรสชาติไม่ตอบโจทย์ จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาอาหารที่สามารถบริโภคได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดผลในระยะยาวผ่านอาหารที่ ‘กินได้จริง’ และ ‘อยากกินซ้ำ’

“ปัญหาของอาหารสุขภาพวันนี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่คือกินแล้วไม่อยากกินซ้ำ เพราะรสชาติอาหารยังไม่ตอบโจทย์ ในขณะที่น้ำตาลเราก็รู้ว่าไม่ดี แต่คนยังกินเพราะอร่อย ถือเป็น pain point สำคัญ สิ่งที่โครงการพยายามทำคือทำให้อาหารสุขภาพกินได้จริงและอยากกินซ้ำ เพื่อให้เกิดผลในระยะยาว ไม่ใช่แค่การกินเพื่อสุขภาพเพียงชั่วคราวแต่เป็นความสุขที่ยั่งยืน”


สำหรับเนื้อหาการเรียนรู้ มุ่งเน้น “อาหารเพื่อการป้องกันโรค” โดยเฉพาะกลุ่ม NCDs ผ่านการบูรณาการศาสตร์เชฟสายสุขภาพร่วมกับแพทย์ชะลอวัย เพื่อถ่ายทอดหลักโภชนาการและเทคนิคการปรุงที่ยังคงความอร่อย หลักสูตรให้ความสำคัญกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตจริง ตั้งแต่การเจาะลึกผลกระทบของน้ำตาล การใช้สารให้ความหวานที่ปลอดภัย ไปจนถึงการปรับสูตรอาหารไทยตามภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยออกแบบเป็นโมดูลที่ครอบคลุมทั้ง Workshop ภาคปฏิบัติ และการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบเมนูอาหารฟังก์ชัน เพื่อสร้างสมดุลโภชนาการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำและยั่งยืน

ในวันแรกของหลักสูตรจะเป็นคลาสของมิติสุขภาพเชิงปฏิบัติ โดยวิทยากร นายแพทย์ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ หรือ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และอัลไซเมอร์ ล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือ “ภาวะอักเสบเรื้อรัง” และ “ไขมันสะสมในช่องท้อง” ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน

แนวทางที่นำเสนอจึงมุ่งเน้นไปที่การปรับพฤติกรรมพื้นฐาน โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณใยอาหารให้เพียงพอเพื่อคืนสมดุลแก่ร่างกาย โดยหมอโอ๊คอธิบายว่า “ยิ่งเรากินใยอาหารมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก็ยิ่งลดลง การกินให้ได้ประมาณ 30 กรัมต่อวัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะทุกสิ่งที่เรากินไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือข้อมูลที่ส่งตรงไปยังร่างกายเราโดยเฉพาะลำไส้” ดังนั้นการกินจึงไม่ใช่แค่เรื่องความอิ่ม แต่เป็น “การลงทุนกับสุขภาพ” ที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

นอกเหนือจากการเพิ่มใยอาหาร หมอโอ๊คยังได้แนะนำแนวคิดหลักในการจัดสัดส่วนอาหารแบบ 80/20 คือการเน้นอาหารจากพืชร้อยละ 80 และโปรตีนจากสัตว์ร้อยละ 20 ควบคู่กับการเลือกใช้น้ำมันมะกอกชนิด Extra Virgin ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพื่อช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด รวมถึงการประยุกต์สู่เมนูไทยอย่าง คั่วกลิ้งเต้าหู้ผสมถั่วแระญี่ปุ่น เพื่อให้เกิดทางเลือกที่ครบทั้งคุณค่าทางโภชนาการ ความอร่อย และสามารถบริโภคได้จริงในชีวิตประจำวัน

สอดรับกับพลวัตทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของ ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ ที่ได้ฉายภาพรวมของอุตสาหกรรมให้เห็นว่า ธุรกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เน้นการกินเพื่อความอิ่ม ไปสู่การ “กินอย่างมีวัตถุประสงค์” หรือ Purposeful Eating

“ในทศวรรษหน้า อาหารจะไม่ใช่แค่สิ่งที่เรากินเพื่อให้ครบหนึ่งมื้อ แต่ต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพเฉพาะบุคคลและความยั่งยืนของโลกควบคู่กัน ผู้บริโภคจึงควรพิจารณาว่าอาหารแต่ละมื้อให้อะไรกับร่างกาย และมีหน้าที่หรือคุณประโยชน์เฉพาะด้านใดบ้าง เพื่อให้สร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดี พร้อมกับความรับผิดชอบต่อโลก” ดร.กฤชมงคล อธิบาย


ขณะที่ในเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดร.กฤชมงคล ยังได้ยกตัวอย่างกลุ่ม “Biotics” ตั้งแต่ Pre, Pro, Syn ไปจนถึง Post และ Para-probiotics ซึ่งมีบทบาทในการสร้างสมดุลของลำไส้ รวมถึงการพัฒนาวัตถุดิบทางเลือก เช่น โปรตีนจากแมลง และซูเปอร์ฟู้ดอย่าง “ไข่ผำ” ที่มีวิตามิน B12 สูง ตลอดจนเทคนิค “Layer of Delight” ที่ช่วยลดปริมาณน้ำตาลลงได้ถึงร้อยละ 50 นวัตกรรมเหล่านี้เมื่อนำมาบวกกับ “ของดี” ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วในด้านรสชาติอาหาร จะกลายเป็นการอัปเกรดทรัพยากรท้องถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่มมหาศาล และเปลี่ยนให้อาหารสุขภาพที่เคย “กินยาก” กลายเป็นอาหารที่ “อร่อยและกินง่าย” สำหรับทุกคน

“หัวใจสำคัญของการผลิต Functional Food คือการกินเพื่อป้องกัน ซึ่งดีกว่าการรอรักษาโรค NCDs ในอนาคต ดังนั้นอาหารกลุ่มนี้จึงมีความปลอดภัยสูงกว่าอาหารเสริม เพราะยังคงเป็นอาหารปกติที่ถูกพัฒนาให้มีหน้าที่พิเศษ หรือ Beyond Normal Food เพื่อตอบโจทย์โภชนาการเฉพาะบุคคล และรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ต้องการอาหารกินง่าย ย่อยง่าย บนพื้นฐานของธรรมชาติ”

เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ในช่วงท้ายกิจกรรมยังมีการจัด Workshop และ Showcase การใช้ AI ออกแบบเมนูอาหารฟังก์ชัน โดย อาจารย์ภควดี วรรณพฤกษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ DPU พาผู้เข้าอบรมทดลองใช้ระบบ Gemini ในลักษณะ Co-pilot เพื่อวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการและสร้างสรรค์เมนูที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ผ่านการเปิดตัว AI โค้ช 3 คาแรกเตอร์ ได้แก่ “เส้นจันท์” อาหารเช้าจานด่วนเพื่อสุขภาพ “แอนโธนี” เซ็ตเครื่องดื่มและขนมสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ “ฟารินา” มื้อค่ำสำหรับผู้มีข้อจำกัดด้านอาหาร ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถคำนวณสัดส่วนวัตถุดิบ และวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

โดยมีทีม Coach และ TA ดูแลอย่างใกล้ชิดในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การคิดแนวทางเมนูไปจนถึงการปรับสูตรให้สอดคล้องกับโจทย์ด้านสุขภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้าการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์เพื่อสะสมคะแนนเข้าสู่รอบ Kitchen Stage Hackathon โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 50 ทีมสุดท้ายจะได้เข้าสู่เวทีการแข่งขันจริง เพื่อชิงเงินรางวัลทีมละ 10,000 บาท และร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวงการอาหารไทย