xs
xsm
sm
md
lg

จาก 'ฮีโร่' สู่ 'ขยะ'! แฉจุดจบยุวชนแดงจีน ถูกบงการทุบชาติก่อนโดนถีบส่งไปตรากตรำ เตือนสติอย่าหลงเชื่ออุดมการณ์ขาดสติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุดมการณ์ที่ปราศจากสติ คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม!" ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญการตลาดดิจิทัล เปิดบทเรียนประวัติศาสตร์ "ยุวชนแดง" แฉกลยุทธ์ล้างสมองเยาวชนให้ทำลายครอบครัวและล่าแม่มดคนเห็นต่าง ก่อนจะถูกนักการเมือง "เขี่ยทิ้ง" จนเสียอนาคตนับ 17 ล้านคน พร้อมเผย 3 เรื่องจริงสุดสลดจากอดีตยุวชนแดงที่ต้องมีตราบาปติดตัวไปจนตายจากการแจ้งจับแม่ตัวเองไปประหาร เพียงเพราะเชื่อว่ากำลัง "กู้ชาติ"

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "ณัฏฐ์ มงคลนาวิน" ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ออกมาโพสต์ข้อความถึงเบื้องหลังและการปลูกฝังแนวคิดของกลุ่ม "ยุวชนแดง" (Red Guards) ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน โดยชี้ให้เห็นถึงกลไกการใช้อำนาจที่ส่งผลกระทบทำลายล้างสังคมอย่างรุนแรง โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"เบื้องหลัง "ยุวชนแดง (Red Guards)": ใครเริ่ม? และเขาสอนอะไรให้เด็กไปจัดการพ่อแม่ตัวเอง? ​วันนี้ผมขอพาทุกคนเจาะ
ลึกถึง "คนวางหมาก" และ "วิธีเล่น" ในสงครามการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ที่ทำลายชาติได้ยับเยินกว่าสงครามโลกเสียอีก

​1. ใครคือผู้เริ่ม (The Architect)? ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ 
คือ "ประธานเหมา เจ๋อตง" ร่วมกับภรรยา (เจียง ชิง) และกลุ่ม Gang of Four เหตุผลจริงๆ ไม่ใช่เพื่ออนาคตของเด็ก แต่เพื่อ "ทวงคืนอำนาจ" หลังจากที่เหมาเริ่มเพลี่ยงพล้ำในพรรค เขาจึงตัดสินใจใช้ "เด็กวัยรุ่น" ที่ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิต มาเป็นกองทัพส่วนตัวเพื่อ "ทุบ" โครงสร้างเดิมทิ้ง

​2. เขาบอกอะไรเด็กๆ (The Indoctrination)?
เหมาใช้สโลแกนที่ฟังดูฮึกเหิมอย่าง "To Rebel is Justified" (การขบถเป็นเรื่องชอบธรรม) และสั่งให้เด็กๆ ทำสิ่งเหล่านี้:
ทำลาย "กตัญญูภาพ ​"Destroy the Four Olds" (ทำลายสิ่งเก่าทั้ง 4): สั่งให้ทำลายประเพณี, วัฒนธรรม, นิสัย และความคิดเก่าๆ ใครที่ยังเคารพครูหรือกตัญญูต่อพ่อแม่ จะถูกหาว่า "ล้าสมัย" และ "ถ่วงความเจริญ" วิธีที่โหดร้ายที่สุดคือการสอนให้เด็ก "แจ้งจับ" พ่อแม่หรือครูตัวเองครับ ใครที่ยังยึดติดกับจารีตเดิมจะถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรูของประชาชน" นี่คือการทำลาย Safety Net ที่แข็งแกร่งที่สุดของสังคมคือ "ครอบครัว" เด็กทุกคนต้องพก Little Red Book สวดท่องจนคำสอนของผู้นำกลายเป็นความจริงหนึ่งเดียว ใครพูดต่างคือผิด ใครคิดต่างคืออาชญากร ไม่ต่างจาก Algorithm ยุคปัจจุบันที่เสิร์ฟข้อมูลด้านเดียวจนเด็กๆ เลิกตั้งคำถามกับความจริงอีกด้าน ​"Bombard the Headquarters" (บุกถล่มที่ทำการ): ยุยงให้เด็กๆ บุกไปจัดการข้าราชการและผู้บริหารสถานศึกษาที่ถูกตราหน้าว่าเป็น "พวกทุนนิยม" ​Big Character Posters: สนับสนุนให้เด็กเขียนป้ายประจาน (Bully) ใครก็ได้ที่เห็นต่าง ติดไว้ทั่วเมืองเพื่อให้คนรุมประณาม

​3. พฤติกรรมที่น่าสะพรึงกลัว (The Mob Behavior)
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ "การรุมประชาทัณฑ์" (Struggle Sessions) เด็กๆ จะบังคับให้ครู พ่อแม่ หรือปัญญาชน มาคุกเข่ากลางฝูงชน สวมหมวกทรงสูงประจาน บังคับให้กินขยะ หรือแม้แต่รุมทำร้ายจนเสียชีวิต เพียงเพราะ "พูดไม่ตรงกับคัมภีร์แดง" การเห็นผู้ใหญ่ที่เคยเคารพต้องก้มหัว คล้องป้ายประจาน ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตนเองมี "อำนาจ" และเสพติดการ Bully โดยคิดว่ามันคือความยุติธรรม

​สะท้อนภาพปัจจุบัน: การสร้างวาทกรรม "คนรุ่นใหม่ vs คนรุ่นเก่า" หรือการตราหน้าผู้ที่เห็นต่างว่าเป็น "ขยะ" หรือ "ผู้ถ่วงความเจริญ" มันช่างคล้ายคลึงกับกลวิธีที่เหมาเคยใช้เมื่อ 60 ปีก่อนอย่างน่าประหลาดครับเรากำลังอยู่ในยุคที่การ "Bully คนเห็นต่าง" กลายเป็นเรื่องที่ถูกยกย่องว่า "เท่" เหมือนในยุคนั้นหรือไม่?"

ต่อมา วันที่ 24 ก.พ. เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้ง ชี้ให้เห็นถึงชะตากรรมที่น่าเศร้าของกลุ่มเยาวชนหลังจากหมดประโยชน์ทางการเมือง ระบุ เมื่อผู้อยู่เบื้องหลังได้อำนาจเบ็ดเสร็จและเริ่มควบคุมกองทัพเด็กที่บ้าคลั่งไม่ได้ จึงยุติบทบาทเยาวชนด้วยนโยบาย "ส่งตัวไปตรากตรำในชนบท" โดยอ้างว่าให้ไปเรียนรู้จากชาวนา แต่แท้จริงคือการกำจัดภาระทางสังคมออกไปให้พ้นทาง

เยาวชนกว่า 17 ล้านคน ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย ถูกพรากจากครอบครัว ไปใช้แรงงานหนักในที่ทุรกันดารนานนับสิบปี สูญเสียโอกาสทางการศึกษา ในวัยที่ควรเรียนหนังสือกลับต้องแบกจอบเสียม ทำให้กลายเป็นคน "ไร้ราก ไร้ทักษะ" เมื่อกลับเข้าเมืองก็กลายเป็นคนตกงาน ความเจ็บปวดของพ่อแม่ คือผู้ที่รับกรรมหนักที่สุด ตั้งแต่ถูกลูกด่าทอในวันถูกล้างสมอง ไปจนถึงการนั่งร้องไห้เมื่อเห็นลูกถูกทอดทิ้ง

ผู้โพสต์ชี้ ข้อคิดเตือนใจถึงปัจจุบันว่า"เยาวชนมักถูกผลักออกหน้าเพื่อรับกระสุนและคดีความ" ในขณะที่ผู้บงการเสวยสุขอยู่ในที่ปลอดภัย

และล่าสุด เมือวันที่ 26 ก.พ. "ณัฏฐ์ มงคลนาวิน" ได้ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้ง พร้อมหยิบยกเรื่องราวของ 3 บุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการยุวชนแดง และต้องใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลืออยู่กับความรู้สึกผิด เพื่อเตือนสติเยาวชนรุ่นปัจจุบัน

จาง หงปิง ผู้แจ้งจับแม่ตัวเองเพียงเพราะวิจารณ์ผู้นำ จนแม่ถูกยิงเป้า เขาต้องอยู่กับความรู้สึกผิดทุกลมหายใจที่ส่งแม่ไปสู่ลานประหาร

ซ่ง ปินปิน อดีตไอดอลยุวชนแดงที่ออกมาขอโทษในภายหลังต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่ครูถูกรุมซ้อมจนเสียชีวิต โดยสารภาพว่า "ความเงียบและการไม่ขัดขวางความรุนแรง" คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หลิว ป๋อฉิน อดีตเยาวชนที่เคยบุกทำลายบ้านครู เขาเลือกใช้เงินเก็บลงโฆษณาในนิตยสารเพื่อขอโทษผู้บริสุทธิ์ที่เคยทำร้าย โดยยืนยันว่าการถูกกระแสสังคมครอบงำไม่ใช่ข้ออ้างในการพ้นผิด

รื่องราวเหล่านี้มีหลักฐานยืนยันจากสำนักข่าวระดับโลก (BBC, The Guardian, WSJ) ซึ่งเป็นคำสารภาพในวัยชราที่พวกเขาตระหนักได้ว่าอุดมการณ์ที่ขาดสติได้ทำลาย "ความเป็นคน" และ "ครอบครัว" ไปจนหมดสิ้น ในวันที่ฮึกเหิมควรใช้บุคคลเหล่านี้เป็น "กระจก" สะท้อนตนเอง ให้รักษา สติ และ หน้าที่ ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ต้องกลายเป็นคนที่ออกมาขอโทษในวันที่ทุกอย่างสายเกินไป