ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ย้อนรอยวิกฤตไข้หวัดนกในอดีต ชี้จุดเริ่มต้นจากการกิน "โครงไก่ดิบ" จนลามสู่การติดเชื้อระหว่างเสือสู่เสือ ย้ำเตือนสังคมอย่าเพิ่งด่วนสรุปโรคระบาดในสัตว์ว่าเป็นแค่ไข้หัดแมวหรือหัดสุนัข พร้อมเฝ้าระวังเชื้อข้ามสายพันธุ์สู่คน หลังพบการระบาดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพุ่งสูงทั่วโลก
วันนี้ (24 ก.พ.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์เสือตายจำนวนมากเมื่อ 20 ปีก่อน (พ.ศ. 2546-2547) เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน โดย "หมอยง" ได้ระบุข้อความว่า
"นึกถึงความหลังที่ได้ต่อสู้กับโรคระบาด ในปลายปี พ.ศ. 2546 มีการตายของเสือที่บึงฉวาก 4 ตัว เช่นเดียวกัน กับการออกข่าวในช่วงนี้มีการตายของเสือเป็นจำนวนมาก ว่าเกิดจากไข้หัดแมวบ้าง ไข้หัดสุนัขบ้าง ในปัจจุบันการตรวจหาไวรัสชนิดต่างๆ ทำได้ง่ายมากและรวดเร็ว
ในปีนั้น 20 กว่าปีมาแล้วก็สงสัยแบบนี้เช่นเดียวกัน มีการส่งตัวอย่างมาที่ศูนย์ ให้ตรวจไข้หัดสุนัข ไข้หัดแมวเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากการถอดรหัสพันธุกรรมได้ทำอย่างรวดเร็วและให้ผลลบ ประกอบกับมีการระบาดของไข้หวัดนก จึงได้มีการตรวจไข้หวัดนก H5N1 จึงทำให้ทราบว่าเสือตายจากไข้หวัดนก เพราะกินโครงไก่ที่มีเชื้อไข้หวัดนก หรือไข้หวัดนกในไก่นั่นเอง
ต่อมาในเดือนตุลาคม 2547 เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เกิดการตายหมู่ของเสือ ที่สวนเสือศรีราชา ค่อยๆ ตายใน 1 ฝูง จาก 40 ตัวเป็น 50 60 และจะเข้าสู่ 70 ตัว การตรวจก็พบว่าเป็นไข้หวัดนก H5N1 ที่เกิดจากการเอาโครงไก่ดิบให้กิน และหลังจากนั้นถึงแม้จะเปลี่ยนเป็น หมู และพยายามรักษาด้วยยา oseltamivir ในเสือ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีการตายเพิ่มขึ้นจากการติดต่อระหว่างเสือสู่เสือ จึงในที่สุด ต้องมีการทำลายเสือทั้งฝูง รวมเสือที่ตายเองด้วย ถึง 147 ตัว นับเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเห็นสัตว์ใหญ่ป่วยและทนทุกข์ทรมาน 2-3 วันก็ตาย การทำลายทั้งฝูง เพื่อไม่ให้แพร่กระจายไปอีก 2 ฝูงที่เหลือ ซึ่งขณะนั้นมีเสือทั้งสิ้น 400 กว่าตัว ก็สามารถป้องกันเสืออีก 2 ฝูงไว้ได้สำเร็จ กลุ่มเราได้รายงานเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติไว้เป็นจำนวนมาก เป็นข้ออ้างอิงที่ดีมากเพราะเป็นการพบครั้งแรก และพบการระบาดจากเสือสู่เสือ และมีการพบในแมวและสุนัขได้เช่นเดียวกัน จึงไม่แปลกในปัจจุบันในยุโรปและอเมริกาพบได้เช่นเดียวกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
การระบาดใหญ่ของไข้หวัดนกในประเทศไทยในปี 2547 ถึงปี 2549 เป็นเรื่องใหญ่โตมาก เพราะมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก มีการทำลายสัตว์ปีกมากกว่า 100 ล้านตัว และบุคคลทั่วไปก็กลัวว่าโรคจะข้ามมา คน การระบาดในประเทศไทยทำให้มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 25 ราย และเสียชีวิต 17 ราย นับว่าเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง
ใน 2 ปีที่ผ่านมานี้การระบาดของไข้หวัดนกได้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา และก็พบได้ในประเทศเขมร แต่ไม่มีการรายงานในประเทศไทย"


