ผอ.ไทยพีบีเอสส่งหนังสือถึงอดีตผอ.สำนักข่าว ระบุตรวจสอบแล้วใช้รถหลวงไม่ผิด พนักงานวิพากษ์วิจารณ์สรุปเองโดยไม่ตั้งกรรมการสอบผิดระเบียบหรือไม่ คาดเตรียมดันอดีต ผอ.กลับมาเป็นรอง ผอ.คุมข่าวทั้งที่ก่อนหน้าบอร์ดบริหารปัดตก
จากกรณีพนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรณีนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ตำแหน่งอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าว และนางสาวจิตติมา บ้านสร้าง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว เข้าข่ายกระทำการทุจริตโดยการใช้รถยนต์ของทางราชการ หรือรถหลวงไปในงานภารกิจส่วนตัว และในภารกิจที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับงานข่าวทั้งที่มีค่าพาหนะประจำตำแหน่ง หรือ “Car Allowance” อยู่แล้ว
ล่าสุด นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสได้ทำหนังสือถึงนายก่อเขต และนางสาวจิตติมา เนื้อหาระบุว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการนำรถส่วนกลางไปใช้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมและระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ไม่มีมูลว่าเป็นการกระทำผิดวินัย จึงให้ยุติเรื่อง
หลังจากมีหนังสือฉบับดังกล่าวออกมาได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พนักงานต่อผู้บริหารองค์กรโดยเฉพาะนายวันชัยอย่างมากว่าไม่เคยศึกษาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยเฉพาะการอ้างว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายและระเบียบ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข้อมูลชัดเจนที่เทียบเคียงได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ นายวันชัยเองยังเคยให้แจ้งต่อบอร์ดไทยพีบีเอสและให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราว่า ไทยพีบีเอส “ไม่เคยมีระเบียบ” ในเรื่องดังกล่าวหลังเกิดกรณีดังกล่าว จึงจะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปออกระเบียบเรื่องนี้ต่อไป แต่ในหนังสือที่สรุปว่านายก่อเขต และนางสาวจิตติมาไม่ผิด กลับอ้างว่ามีการตรวจสอบระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้วไม่พบว่าเป็นการกระทำผิด
พนักงานไทยพีบีเอสจำนวนมากยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการสอบสวนเรื่องดังกล่าวนายวันชัยและผู้บริหารจึงสรุปเองแม้จะอ้างว่าระเบียบสามารถทำได้ก็ตาม เนื่องจากอาจมีข้อครหาว่าเป็นการช่วยพวกพ้องโดยเฉพาะนางสาวจิตติมาเคยทำงานในชมรมสิ่งแวดล้อมกับนายวันชัยมาก่อนและมีความสนิทสนมกัน นอกจากนี้เคยมีบรรทัดฐานที่ดำเนินการไว้แล้วคือในสมัยของนางสาววิลาสินี พิพิธกุล อดีตผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ที่พบข้อร้องเรียนกรณีผู้บริหารระดับเดียวกับนายก่อเขตกระทำผิด และได้มีคำสั่งตั้งบุคคลภายนอกมาสอบสวนเพื่อความโปร่งใส
ซึ่งการกระทำของนายวันชัยและผู้บริหารอาจมีสาเหตุจากความต้องการเสนอนายก่อเขตกลับมานั่งในตำแหน่งรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส หลังจากที่ขณะนี้ได้เกิดความปั่นป่วนในสำนักข่าวไม่มีผู้บริหารงานตัวจริง อีกทั้งในการประชุมบอร์ดบริหารไทยพีบีเอสได้มีการซักถามเรื่องความคืบหน้าในการหาผู้ที่จะมาเป็นรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสด้านข่าว และผู้อำนวยการสำนักข่าวแต่นายวันชัยระบุเพียงว่าไม่สามารถหาได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังมีเพียงการตั้งบรรณาธิการภายในมารักษาการ
การรีบสรุปเรื่องของนายวันชัยดังกล่าวจึงอาจมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปเพื่อเสนอต่อบอร์ดบริหารไทยพีบีเอส ให้นายก่อเขตมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เคยเสนอแล้วบอร์ดบริหารไทยพีบีเอสไม่เห็นชอบเพราะยังมีเรื่องร้องเรียนนายก่อเขตอยู่ใน ป.ป.ช.รวมถึง สตง.ที่กำลังตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ ซึ่งหากเสนอกลับเข้าไปอีกครั้งก็มีแนวโน้มที่จะไม่เห็นชอบเช่นเดิมเนื่องจากคดียังไม่สิ้นสุด การกลับมามีความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและเอกสาร
แหล่งข่าวแจ้งว่า ล่าสุดยังมีกรณีการสอบสวนเรื่องการจ้างบริษัทรายเดียวมาผลิตรายการแบบเฉพาะเจาะจงหลายรายการในสมัยของนายก่อเขตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวระยะเวลา 3 ปี วงเงินกว่า 36 ล้านบาทที่ สตง.กำลังเข้าตรวจสอบ


