"แก้วตา-ธิษะณา ชุณหะวัณ" ทายาทการเมืองตระกูลชุณหะวัณ ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงร่ายยาวถึงสาเหตุที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อดีตพรรคต้นสังกัด ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ทำไปเพราะความแค้นที่ "ไม่ได้ไปต่อ" ในศึกเลือกตั้ง แต่ทนไม่ได้ที่พรรคยอมถอยร่นทางอุดมการณ์ โดยเฉพาะการโหวตหนุนขั้วตรงข้ามจนเปลี่ยนสมการอำนาจ ซ้ำร้ายเมื่อตั้งคำถามกลับถูกสาดโคลนด้วยเรื่องส่วนตัว พร้อมทิ้งท้ายเจ็บปวด หากพรรคไม่ยอมรับคำวิจารณ์จากคนกันเอง "ประชาธิปไตย" ก็เป็นเพียงแค่สโลแกน
เป็นที่ฮือฮาอย่างมากสำหรับการออกมาเปิดโปงปฏิบัติการ IO ของ “SPECTRE C” ขุมพลังทางโซเชียลที่อยู่เบื้องหลังกระแสนิยมอันล้นหลามของพรรคประชาชน ซึ่งทำให้ชื่อของ “แก้วตา”ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทแห่งซอยราชครู ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์ทางการเมืองอันเข้มข้นจาก “อาจารย์โต้ง”ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ธิษะณา ชุณหะวัณ ออกมาโพสต์ข้อความลงในช่องทางโซเชียลของตัวเอง ชี้แจงเหตุผลในการวิพากษ์วิจารณ์อดีตพรรคต้นสังกัด เจ้าตัวยัน ไม่ได้โกรธเพราะเรื่องส่วนตัว แต่ผิดหวังที่พรรคก้าวหน้าลดมาตรฐานตัวเอง ถอยร่นทางหลักการ และไม่ยอมรับฟังข้อวิจารณ์ ซึ่งการเมืองที่โปร่งใสต้องมีมาตรฐานที่สูงกว่านี้ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"ขอพูดให้ชัดอีกครั้ง
การที่ดิฉันออกมาวิพากษ์พรรค
ไม่ใช่เพราะ “ไม่ได้ไปต่อ”
ถ้าเป็นเรื่องตำแหน่ง ดิฉันสามารถออกมาพูดก่อนเลือกตั้งได้
แต่ดิฉันไม่ทำ และได้พูดไปแล้วด้วยว่า “ เคารพในการตัดสินใจของพรรค” ตั้งแต่ทราบว่าไม่ได้ไปต่อ
เพราะไม่ต้องการให้กระทบคะแนนเสียง
ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งภายในกลายเป็นภาระของพรรคในสนามเลือกตั้ง
ดิฉันเลือกเงียบในช่วงเลือกตั้ง
เพราะแยกออกระหว่างความเห็นต่างภายใน
กับความรับผิดชอบต่อประชาชน
การออกมาพูดหลังผลเลือกตั้งชัดเจนแล้ว
ถือว่าให้เกียรติพรรคมากที่สุดแล้ว
แต่สิ่งที่ดิฉันโกรธจริง ๆ
ไม่ใช่ตัวบุคคล
และไม่ใช่ความผิดหวังส่วนตัว
แม้ผู้สมัครคนใหม่ที่พรรคเลือก
จะยังไม่มีประสบการณ์การทำงานเชิงพื้นที่หรือเชิงบริหารในระดับที่พิสูจน์ความพร้อมระยะยาว
การเป็นอนุกรรมาธิการระยะสั้นไม่กี่เดือน
ไม่มีสถานะข้าราชการ
ไม่มีอำนาจบริหารเชิงนโยบาย
ไม่มีความรับผิดชอบเชิงระบบต่อประชาชน
ไม่อาจเรียกว่า “ประสบการณ์ทำงานเต็มรูปแบบ” ได้
นี่ไม่ใช่การดูถูกใคร
แต่นี่คือคำถามเรื่องมาตรฐาน
พรรคที่อ้างว่าจะยกระดับการเมือง
ต้องอธิบายได้ว่าหลักเกณฑ์การคัดเลือกคืออะไร
หรือมาตรฐานถูกยืดหยุ่นตามความเหมาะสมทางการเมือง
แต่ประเด็นที่หนักกว่านั้น
คือการโหวตสนับสนุนคุณอนุทิน
ดิฉันเตือนแล้วว่า
การตัดสินใจนั้นจะมีต้นทุนทางอุดมการณ์สูงมาก
จะทำให้เส้นแบ่งทางหลักการพร่าเลือน
และจะสร้างความได้เปรียบทางโครงสร้างให้ฝ่ายที่เราเคยวิจารณ์
วันนี้เราเห็นแล้วว่า
พรรคภูมิใจไทยยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบทางอำนาจ
และมีบทบาทกำหนดทิศทางการเมืองอย่างชัดเจน
จะบอกว่าไม่มีความเชื่อมโยงเลยได้อย่างไร
ในเมื่อการโหวตครั้งนั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของสมการอำนาจ
ดิฉันไม่ได้กล่าวหาใครเรื่องการโกง
แต่ดิฉันพูดชัดว่า
การตัดสินใจของพรรค
มีผลต่อดุลอำนาจที่ทำให้ภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในวันนี้
และถ้าเราไม่กล้ายอมรับว่าการตัดสินใจของเรา
มีผลต่อผลลัพธ์ทางการเมือง
เราก็ไม่ต่างจากการเมืองแบบเก่า
ที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
เมื่อดิฉันตั้งคำถามเชิงนโยบาย
สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่คำอธิบายเชิงเหตุผล
แต่คือการหยิบเรื่อง “สารเสพติด” และเรื่องส่วนตัวขึ้นมาพูดในพื้นที่สาธารณะ
นี่คือรูปแบบของ character assassination อย่างชัดเจน
แทนที่จะตอบว่า
ทำไมจึงโหวตแบบนั้น
ทำไมจึงลดบาร์ทางหลักการ
ทำไมจึงทำให้ฝ่ายที่เราเคยวิจารณ์ได้เปรียบทางโครงสร้าง
กลับเลือกเบี่ยงประเด็นไปที่ชีวิตส่วนตัวของผู้ตั้งคำถาม
เมื่อประเด็นสารเสพติดถูก insinuate ซ้ำ ๆ
ทั้งที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย
นั่นไม่ใช่การถกเถียงเชิงนโยบาย
แต่นั่นคือการสร้างภาพจำทางสังคมเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือ
การเมืองที่มั่นใจในหลักการ
ต้องตอบด้วยหลักการ
การเมืองที่มั่นใจในเหตุผล
ไม่จำเป็นต้องทำลายตัวบุคคล
ดิฉันไม่ได้โกรธเพราะแพ้
ดิฉันโกรธเพราะมาตรฐานลดลง
หลักการถูกต่อรอง
และการตัดสินใจหนึ่งครั้ง
ได้เปลี่ยนดุลอำนาจของประเทศ
ถ้าพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าก้าวหน้า
ไม่สามารถรับคำวิจารณ์จากคนของตัวเองได้
คำว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะเหลือเพียงสโลแกน
ดิฉันวิพากษ์
ไม่ใช่เพื่อทำลายใคร
แต่เพื่อยืนยันว่า
มาตรฐานต้องสูงกว่านี้
หลักการต้องชัดกว่านี้
และประชาชนสมควรได้รับการเมืองที่โปร่งใสมากกว่านี้ค่ะ"


