xs
xsm
sm
md
lg

กมธ.สาธารณสุขบี้ สปสช.ทบทวนมติ "ฉีดวัคซีน IPD นำร่อง" ชี้งบ 225 ล้านมีพร้อม อย่าประวิงเวลาด้วยงานวิจัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กมธ.สาธารณสุขใช้อำนาจเรียกถกวัคซีน IPD ชี้หลักฐานเพียงพอแล้ว ไม่ควรจำกัดแค่นำร่องบางพื้นที่ “นพ.วีระพันธ์” ลั่นสู้เพื่อเด็กไทย จับตา 26 ก.พ. ชี้ชะตาบรรจุสิทธิประโยชน์ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. และรองประธาน กมธ.สาธารณสุข ออกมาโพสต์ข้อความสรุปการประชุมกรรมาธิการสาธารณสุข เรื่อง การบรรจุวัคซีน IPD (PCV) โดยได้เรียกเลขาธิการ สปสช.เข้าชี้แจงกรณีมติบอร์ด สปสช.ที่ให้ดำเนินการฉีดวัคซีนแบบ "นำร่อง" ทั้งนี้ ประธาน กมธ.เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายลดทิฐิและคุยกันด้วยเหตุผล โดยเลขาฯ สปสช.รับปากจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณา และจะกลับมาชี้แจงความคืบหน้าอีกครั้งในการประชุมนัดต่อไปวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 69 อย่างไรก็ตาม นพ.วีระพันธ์ได้ระบุข้อความว่า

"ได้ไม่ได้ผมไม่รู้ แต่สู้ให้เด็กไทยแล้วนะครับ!

สรุปจากการประชุมกรรมาธิการสาธารณสุข เรื่อง วัคซีน IPD (PCV)

ใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก เรียกท่านเลขาฯ สปสช.เข้าชี้แจง พร้อมบันทึกการประชุมบอร์ด สปสช. วันที่ 2 กพ. 2569

1. ประเด็นกระบวนการและความโปร่งใส

การประชุมวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเผยแพร่เฉพาะ “มติที่ประชุม” โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการอภิปราย ทั้งที่มีกฎหมายให้อำนาจเรียกและชี้แจงข้อมูล แต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มิได้ชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ มีข้อกังวลเกี่ยวกับ

• การกีดกันผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชศาสตร์จากการเข้าร่วมประชุม
• ชุดข้อมูลที่นำเสนอต่อบอร์ดถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ถูกต้อง (invalid)
• กระบวนการประชาพิจารณ์มีคำถาม-คำตอบที่กำกวม และไม่อ้างอิงชุดข้อมูลที่ครบถ้วน

ประเด็นดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมของมติที่ออกมา

2. ประเด็นสาระของมติ (“นำร่อง”)

มติให้ดำเนินการ “นำร่อง” เฉพาะบางจังหวัด/บางเขตสุขภาพ
โดยมอบหมายให้ สปสช.ประสานกับ
• สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
• กรมควบคุมโรค
• กระทรวงสาธารณสุข
เพื่อออกแบบการวิจัยเพิ่มเติมภายใน 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่า
• หลักฐานทางวิชาการและฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้ว
• ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลใหม่
• การใช้คำว่า “นำร่อง” อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีน

3. ประเด็นงบประมาณและความพร้อมของประเทศ
• ท่านเลขาฯ ยืนยันว่าเตรียมงบ 225 ล้านไว้แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มีข้อมูลว่างบประมาณสามารถรองรับการฉีดวัคซีนได้ครอบคลุม
• ประเทศไทยเคยมีการดำเนินงานและงานวิจัยในพื้นที่นำร่อง (เช่น มหาสารคาม) แล้ว
• ในระดับภูมิภาค ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ยังไม่มีความชัดเจนในการบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์
• ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า เช่น กัมพูชา ยังสามารถให้วัคซีนครอบคลุมทั้งประเทศได้
• ผมได้ขอให้บอร์ดนำเงินซื้อวัคซีนทั้งหมด อย่าเอาไปใช้งบอื่น อย่าซื้อแค่ 20 ล้านเพื่อฉีดบางพื้นที่

4. ตัวแทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์, สมาคมโรคติดเชื้อ นำเสนอความร้ายแรงของโรคนี้และอุบัติการณ์ที่สูงยิ่ง ควรรีบดำเนินการฉีดโดยเร็วที่สุด เพราะทุกเวลานาที มีเด็กติดเชื้อเพิ่ม

5. HITAP แจ้งว่าวัคซีนมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะคิดที่ราคาต่ำสุดหรือสูงสุดที่มีการต่อรองราคาไว้แล้ว

6. กรมควบคุมโรคเสนอฉีดทั่วประเทศ เพราะทุกพื้นที่คือเสี่ยงหมด

ข้อเสนอเพื่อ สปสช.พิจารณา

1. ทบทวนถ้อยคำในมติ โดยพิจารณาตัดคำว่า “นำร่องบางจังหวัด”
2. ใช้ฐานข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานการตัดสินใจ
3. เปิดเผยข้อมูลการประชุมอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
4. รับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างครบถ้วนก่อนการกำหนดนโยบาย
5. พิจารณาหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงวัคซีนของเด็กไทยทั่วประเทศ
6. ใช้งบประมาณ 225 ล้านให้หมดในปี 2569 ในการซื้อวัคซีน อย่าโยกไปโครงการอื่น

ท้ายที่สุด ท่านประธาน อ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล กล่าวปิดประชุม โดยเน้นย้ำเรื่อง พ.ร.บ.อำนาจเรียกและขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการอีกครั้งหนึ่ง

เน้นให้ลดทิฐิ และคุยกันด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง

พฤหัสฯ หน้าเชิญมาอีก แต่จะไม่ใช้อำนาจเรียก
เลขาฯ สปสช.รับปากจะนำสิ่งที่ในที่ประชุมพูดคุยกันกลับมาแจ้งผลตอบรับในการประชุมครั้งต่อไป
ประชุมครั้งถัดไป พฤหัสฯ 26 ก.พ. 13.30 น.

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
สมาชิกวุฒิสภา
รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข"