รายงานพิเศษ
“กฎหมายและนโยบายภาครัฐยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะภายใต้บริบทนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุน และเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้สร้างความเหลื่อมล้ำทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมถึงปราจีนบุรี”
ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC WATCH กล่าวถึงสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยอยากเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายด้านการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ภาคตะวันออกถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม เกิดมลพิษจากการปล่อยและลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจนกระทบกับแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย โดยที่การจัดสรรทรัพยากรน้ำและที่ดินก็เป็นไปเพื่อรองรับภาคการผลิตขนาดใหญ่
“พรรคของท่านมีนโยบายและแนวทางในการทบทวนและแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ.อีอีซี) หรือไม่ อย่างไร”
นี่เป็นคำถามที่ ดร.สมนึก เห็นว่า พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ส.ส.ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนภาคตะวันออกควรจะมีคำตอบที่ชัดเจน โดยให้เหตุผลที่ต้องถามคำถามนี้เป็นเพราะที่ผ่านมา พ.ร.บ.อีอีซี ได้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในพื้นที่จนทำให้พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 94 จากปี 2560-2580 ซึ่งถือเป็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย เพราะที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกแทบจะไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่และยังไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.อีอีซี ด้วย
“ที่เราต้องถามว่า จะแก้ไข พ.ร.บ.อีอีซี หรือไม่ เพราะกฎหมายนี้ได้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและไม่มีระยะเวลาบังคับใช้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ประชาชนไม่สามารถแก้ไขผังเมืองอีอีซีได้ แต่กระทำได้โดยคณะกรรมการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ... ไม่มีกลไกกำกับดูแล ถ่วงดุล ตรวจสอบ การใช้อำนาจของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ... ไม่มีกลไกในการกำกับดูแลปัญหาผลกระทบและการชดเชยเยียวยา แม้ว่าอีอีซีจะกำหนดให้มีกองทุนสำหรับการชดเชยเยียวยาไว้ในกฎหมาย แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยนำมาชดเชยเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบเลย ... และไม่มีกำหนดระยะเวลาในการใช้อำนาจของกฎหมาย ปกติกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษที่จะยกเว้นกฎหมายอื่นๆ ส่วนใหญ่มักจะต้องมีระยะเวลาการใช้บังคับ” ดร.สมนึก กล่าว
“พลังงาน” เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC WATCH ระบุว่า จำเป็นต้องได้คำตอบจากพรรคการเมือง เพราะประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบสูงถึงประมาณ 44% ในขณะที่มาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้าควรอยู่เพียงราว 15% เท่านั้น แต่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนด้านพลังงานหนาแน่นที่สุดของประเทศถูกผลักดันให้เป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซ และโรงไฟฟ้าขยะ รวมถึงการสร้างและขยายท่าเรือนำเข้า LNG ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และภาระค่าไฟกลับถูกผลักให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับ ในขณะที่ชุมชนจำนวนมากต้องเผชิญความกังวลด้านมลพิษ สุขภาพ การจัดการของเสีย และการสูญเสียที่ดินทำกินผ่านการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง แต่กลับไม่มีอำนาจร่วมตัดสินใจต่อทิศทางพลังงาน


