“...ไม่ว่าจะนิยามอย่างไรก็ตาม 15 ปีที่ผ่านมา เป็น 15 ปีที่สวยงามครับ สวยงามมากๆ เพราะเราได้ทำงานกับคนที่มีความภูมิใจในอาชีพเกษตรกร มีความภูมิใจในการเป็นนักพัฒนากาแฟ, นักประกอบการและมีลูกค้าที่น่ารักมากๆ เพราะเขาอยู่กับเราตั้งแต่ Day 1 จนถึงวันนี้…”
“...จุดที่เราเริ่มต้นนั้น แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจที่ต้องการให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าชงกาแฟ ไม่ใช่แค่ว่าทำกาแฟให้อร่อยที่สุด แต่เราจะทำยังไงให้กาแฟแก้วที่อร่อย มันมีความหมายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในห่วงโซ่ของมัน ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ระยะเวลา 15 ปี นับแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์กาแฟ Akha Ama ( อาข่า อ่ามา ) หมุดหมายที่เขาสร้างขึ้นและปักธงไว้ได้นั้น คงไม่เกินจริงนัก หากจะกล่าวว่า นับเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่มีส่วนช่วยยกระดับแวดวงอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้ตระหนักถึงการทำเกษตรอย่างยั่งยืน คำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ใส่ใจในขั้นตอน กระบวนการ Process นับแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สะท้อนถึงแนวคิดสำคัญในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ช่วงปี ค.ศ. 2010 , 2011, 2012 แบรนด์กาแฟ Akha Ama เคยได้รับเลือกจากสมาคมกาแฟพิเศษแห่งยุโรป ให้นำไปใช้ในเวทีการชิมกาแฟนานาชาติสามปีซ้อนที่ อังกฤษ เนเธอแลนด์ ออสเตรีย ยืนยันได้ดีถึงมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ช่วงวิกฤติโควิด -19 เขาตัดสินใจเปิดสาขาที่โตเกียว ณ ย่านคากุระซากะ (Kagurazaka) ร่วมกับพาร์ตเนอร์ชาวญี่ปุ่นและสามารถลงหลักปักฐาน สร้างกลุ่มลูกค้าได้อย่างมั่นคง สวนทางกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกได้รับจากพิษโควิดในช่วงนั้น
กระทั่งปีที่ผ่านมา การเปิดสาขาที่ 2 และเปิดโรงคั่วของตัวเองในย่านใกล้มหาวิทยาลัยวาเซดะ โตเกียว ยิ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จอีกก้าวในการหยั่งรากกาแฟไทยในต่างแดน ได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นในระดับที่น่าพอใจและสร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ มากมาย ทั้งยังส่งผ่านเรื่องราวและวัฒนธรรมอาข่าไปยังดินแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างน่าสนใจ
ผู้จัดการออนไลน์ สัมภาษณ์พิเศษ ‘ลี-อายุ จือปา’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ 'Akha Ama' ถึงความท้าทาย บทเรียน อุปสรรค ความมุ่งหวัง เจตนารมณ์ในการก่อร่างสร้างสรรค์และผลักดันกาแฟแบรนด์นี้ให้ก้าวย่างต่อไปบนความรับผิดชอบต่อพื้นที่รวมถึงผู้คนในชุมชน ผ่านแนวคิดและจิตวิญญาณที่ให้คุณค่าต่อการเกษตรยั่งยืนอย่างแท้จริง
ทั้งวิเคราะห์ถึง ‘ภูมิทัศน์การเกษตร’ ที่ถูกกัดกินด้วยระบบทุนนิยมเชิงเดี่ยวได้อย่างน่ารับฟัง
15 ปีแห่งการหมักบ่มประสบการณ์
เริ่มบทสนทนาด้วยคำถามที่ว่า หากเปรียบรสชาติของประสบการณ์ 15 ปีที่ผ่านมาในการก่อตั้ง Akha Ama จวบจนวันนี้ ถ้าเป็นกลิ่นกาแฟจะเป็นกาแฟแบบไหน รสชาติยังไง
ลีตอบว่า “เราชัดเจนนับตั้งแต่วันแรกที่เรามีการค้นพบกาแฟที่มีความหมายและมีอนาคตกับเรา แม้เราอาจยังไม่ได้ลึกซึ้งขนาดที่ว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายแค่ไหน แต่เรามีความเชื่อ เราเห็นโอกาสนั้น ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบเจอกาแฟ”
“ระยะเวลา 15 ปีที่เราได้เดินทางมา เราก็มีทั้งวันที่ดีและวันที่ไม่ดีปะปนกันไป ซึ่งมันก็เหมือนวันที่เราได้กินอาหารที่ดีถูกปากเราบ้าง บางวันก็อาจจะไม่ถูกปากบ้าง ซึ่งมันก็ปะปนกันไปตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ มีหลายอย่างที่เราควบคุมได้ มีหลายอย่างที่เราควบคุมมันไม่ได้ เพราะเรื่องของการเกษตร มันเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมหลายๆ อย่าง สิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือเราน้อมรับแล้วก็พัฒนาให้มันดีขึ้น ไม่ใช่แค่วันนี้ได้กินกาแฟดีแล้ว พอแล้ว เราไม่ได้มองแค่นั้น เรามองว่ากาแฟที่ดีกว่าในวันนี้ หน้าตาจะเป็นยังไง กาแฟที่อร่อยเมื่อ 15 ปีที่แล้ว มันก็อาจจะมีความอร่อยที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”
ลีสะท้อนว่า รสชาติกาแฟในช่วงเริ่มแรก เราอาจพูดถึงกันไม่กี่อย่าง เช่น เราอาจพูดถึงกลิ่นหอม รสขม สีกาแฟสีดำ แต่วันนี้ เฉดของรสชาติกาแฟได้เปลี่ยนไปแล้วมากมาย ขมแบบไหน ขมแบบที่มีคุณภาพ ขมติดลำคอ ขมฝืด ขมฝาด เราเคยรับมันได้ แต่วันนี้ เราเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาวัฒนธรรมการกิน จนวันหนึ่ง กาแฟที่เรารับรสมีหลากหลายขึ้น ร่างกายเราก็ปรับตัวตาม
“ผมมองอย่างนี้ครับ ว่ากาแฟมันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สื่อสารกับคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ส่วนต้นน้ำที่ปลูกกาแฟ จนถึงคนที่ดื่มด่ำในการดื่มกาแฟ โดยมี Choice มีทางเลือกมากมาย บางคนก็อาจจะชอบกินกาแฟที่เหมือนเดิมเมื่อ 15 ปีก่อน ขม สีดำเข้ม กลิ่นหอมในระดับที่ตัวเองชอบ แต่วันนี้ มีคนที่ชอบกาแฟที่เปรี้ยว มีความหวานที่ลึกซึ้ง มีสายพันธุ์กาแฟที่หลากหลาย มีกระบวนการ Process ที่เพิ่มขึ้นมา รวมทั้งมุมมองของวัฒนธรรมกาแฟที่เปลี่ยนไปจากที่ไม่ได้ถูกยอมรับเป็นอาชีพ วันนี้กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความภูมิใจของเกษตรกรและคนที่อยู่กลางน้ำ ปลายน้ำไปแล้ว”
“ดังนั้นผมคิดว่า รสชาติมันซับซ้อนมากครับ มันซับซ้อนจนบางทีเราบอกไม่ถูกว่าคำตอบใดถูกต้องที่สุด แต่ทุกคนที่กินกาแฟรู้ตัวเองดี ผมคิดว่าคำถามนี้ ขยายเป็นคำถามต่อให้คนกินหรือคนที่เสพกาแฟได้ตอบคำถามตัวเองด้วย เพราะว่าคนที่กินกาแฟในบ้านเรา เมื่อ 15 ปีก่อน กับคนที่กินกาแฟในวันนี้ เขามีรสนิยมที่อาจจะต่างกันออกไป อาจจะมีการนิยามกาแฟที่แตกต่างกัน ผมคิดว่า เราน่าจะตั้งคำถามนี้ให้กว้างๆ สำหรับคนกินกาแฟว่าแล้วหน้าตาของรสชาติกาแฟของแต่ละคนเป็นยังไง แต่สำหรับเรา มันซับซ้อน ไม่ได้พูดถึงว่ามันต้องดีเสมอไป”
ลีกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยการที่เราทำงานกับเกษตรกร บางทีกาแฟที่อาจไม่ได้ดีที่สุด แต่เป็นกาแฟที่เราต้องทำงานบนอาชีพของการช่วยเหลือ เราต้องจัดการมันให้ได้ กาแฟที่อาจจะไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟคต์ ก็ยังนับว่ามีบทบาทที่แตกต่างกันออกไป กาแฟบางตัวเรากินแล้วอร่อยมาก แต่เราสามารถกินได้แค่เดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาจจะมีน้อย อาจจะมีราคาที่แพง หรือเราอาจจะหาไม่ได้ ลีมองว่านี่เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างความแตกต่าง
“แต่ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะนิยามอย่างไรก็ตาม 15 ปีที่ผ่านมา เป็น 15 ปีที่สวยงามครับ สวยงามมากๆ เพราะเราได้ทำงานกับคนที่มีความภูมิใจในอาชีพของความเป็นเกษตรกร มีความภูมิใจในการเป็นนักพัฒนากาแฟ, นักประกอบการ จนไปถึงลูกค้าที่น่ารักมากๆ เพราะเค้าอยู่กับเราตั้งแต่ Day 1 จนถึงวันนี้ เค้าก็ยังให้กำลังใจ อุดหนุน ส่งเสริมเรา ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่เรานับถือมากๆ เลยครับ”
ความท้าทายที่น่าจดจำ
ถามว่ามีความท้าทายและอุปสรรคอะไรบ้างในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ที่คุณคิดว่าน่าสนใจ ช่วยยกตัวอย่างให้ฟัง
ลีตอบว่า ความท้าทายคือ เราเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย การประกอบการในเชิงของการเกษตรนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“เราเคยภูมิใจมาตลอดตั้งแต่เราเรียนหนังสือว่าการเกษตรเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราภูมิใจเสมอมา แล้วเมื่อเรากระโดดลงมาเล่นในสนามของการเกษตรด้วยตัวเอง เรารู้เลยว่า ทำไมชาวบ้านถึงต้องมีการไหว้ขอพร ภาวนา ตลอดเวลา เพราะไม่ว่าจะเป็น Climate Change ไม่ว่าฝนที่เยอะเกินไป ฝนที่น้อยเกินไป อากาศร้อนเกินไปหรือว่าหนาวเกินไป มันส่งผลต่อกาแฟโดยตรงเลยครับ ผมไม่สามารถพูดในมุมของการเป็นผู้ประกอบการอย่างเดียวได้ เพราะผมใช้ชีวิตอยู่กับพี่น้องที่เป็นเกษตรกรเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีพยากรณ์ว่าฝนมา เราก็ภาวนาอย่าให้มีฝนนะเพราะเป็นช่วงที่เราเก็บเกี่ยวกาแฟ ถ้าหากมีฝนมา สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือกาแฟเสียหายอย่างหนักแน่ๆ สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายทุกเวลา”
ลียังอธิบายถึงความท้าทายอื่นๆ ที่ลงลึกในเรื่องกาแฟยิ่งขึ้น นั่นคือเรื่องของห่วงโซ่การบริโภคกาแฟบ้านเรา
ด้วยความที่กาแฟบ้านเรามีข้อจำกัดในเรื่องของปริมาณ คือมีปริมาณกาแฟน้อยแต่ความต้องการบริโภคมีสูงมากๆ มันจึงจบด้วยการแย่งชิงโดยคนที่มีทุนเยอะกว่า ซึ่งการที่ใช้ทุนในการสู้ มันไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าจะเป็นผลดีเสมอไป
“เพราะถ้าหากมีเรื่องของทุนเข้ามาเยอะๆ มันก็ทำให้คนที่ปลูกกาแฟรู้สึกว่า ‘ทำแบบไหนก็ได้นี่ ปลูกแบบไหนก็ได้ ยังไงก็มีคนรับซื้ออยู่แล้ว’ ส่งผลให้คนที่พิถีพิถันมากๆ กับคนที่คิดว่าทำอย่างไรก็ได้ ก็ได้ราคาเดียวกันอยู่แล้ว บางครั้งจึงทำให้เกิดความมักง่าย เกิดความชะล่าใจ ซึ่งประเด็นนี้เป็นความท้าทายอย่างมากในเรื่องของคุณภาพ”
สะท้อนภาพ ‘ภูมิทัศน์การเกษตร’
ลีกล่าวว่า “ความท้ายทายอีกอย่างที่เราเห็นว่าต้องพัฒนาต่อก็คือเรื่องของ Landscape หรือ ‘ภูมิทัศน์ของการเกษตร’ เห็นชัดเจนเลยว่าภูมิทัศน์การเกษตรในบ้านเราทุกวันนี้มันถูกกัดกินด้วยระบบทุนนิยมที่เป็นเชิงเดี่ยว”
“ภูมิทัศน์การเกษตรบ้านเรา ถูกเปลี่ยนไปจากความหลากหลาย กลายมาเป็นการปลูกพืชอย่างเดียว เมื่อมีพืชอย่างเดียวก็ทำให้ความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ส่งผลดีต่อกาแฟมันลดน้อยลง เมื่อลดน้อยลง ความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางธรรมชาติในบ้านเราเองมันถูกลดทอนลง ความท้าทายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น อุปสรรคหนึ่งที่เรากำลังต่อสู้อยู่ตอนนี้คือ ทำอย่างไร จึงจะเพิ่มความหลากหลายให้การเกษตรของเรา ไม่ใช่แค่ เมื่อใครปลูกกาแฟได้แล้วก็ก้มหน้าก้มตาปลูกกาแฟอย่างเดียว แต่จะทำยังไงให้ผลไม้ในพื้นที่ยังมีอยู่ ต้นไม้พื้นถิ่นยังมีอยู่ พืชผักที่เราปลูกตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงรุ่นเรา ยังปลูกไว้กินเพื่อดูแลสุขภาพเราได้”
ลีกล่าวว่า “มีเกษตรกรหลายคน ที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่แค่เกษตรกรที่ปลูกกาแฟ สุขภาพเหล่านี้ เอาอะไรไปแลกซื้อก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอุปสรรคเหล่านี้ ยิ่งลดทอนความสามารถของการเกษตรบ้านเรา เมื่อยิ่งมาเจอปัญหาเรื่องสุขภาพ เจอปัญหาเรื่องการกินรวบโดยทุนนิยมเข้าไปแล้ว จึงไม่มีช่องทางไหนที่ช่วยให้เขาเกิดการต่อรองเพื่อชีวิตที่ยุติธรรมของเขาได้เลย นี่คือบทเรียนที่เราเผขิญ และได้เรียนรู้หนักขึ้นๆ ทุกวัน”
“บางทีเราก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะว่ามันอยู่ในสังคมที่เราต้องแบ่งรับแบ่งสู้ บางครั้งเราไม่สามารถปฏิเสธได้ในการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เราจะทำยังไงให้เกิดความพอดี เราจะทำยังไงให้เกิดความสมดุล ผมคิดว่า คำตอบมันอยู่ในรุ่นเรานี่แหละ แล้วอาชีพอย่างเกษตรกร การทำกาแฟนี่แหละที่ผมคิดว่าเราสามารถยึด ‘ธง’ นี้ได้ ในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของภูมิทัศน์ทางการเกษตร”
ถามลีว่า ด้วยเหตุนั้น ในแง่หนึ่งจึงเรียกได้ว่ากาแฟ Akha Ama เป็นเกษตรยั่งยืนใช่หรือไม่
ลียืนยันหนักแน่นว่า ใช่ แนวทางดังกล่าวเป็นความเชื่อและความคิดร่วมกันนับตั้งแต่วันแรกที่เราทำงานร่วมกับชุมชน
“ผมไม่อยากใช้คำว่าตัวเราเอง แต่ว่าจุดที่เราเริ่มต้นนั้น แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจที่ต้องการให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าชงกาแฟ ไม่ใช่แค่ว่าทำกาแฟให้อร่อยที่สุด แต่ว่าเราจะทำยังไงให้กาแฟแก้วที่อร่อย มันมีความหมายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในห่วงโซ่ของมัน ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ปักหมุด ณ แดนอาทิตย์อุทัย
ทราบว่าคุณเปิดสาขาที่โตเกียว ในช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ซึ่ง ณ วันนี้ มีเสียงตอบรับที่ดี มีฐานลูกค้าที่มั่นคง อยากให้เล่าว่าตอนนี้สาขาที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเติมหรือไม่ และได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานร่วมกับชาวญี่ปุ่นบ้าง
ลีตอบว่า “ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่เรารู้สึกว่าสร้างความภูมิใจให้เกษตรกรและตัวเราเองมากๆ ครับ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะกาแฟเราได้เดินทางไปสื่อสารในหลายๆ ประเด็น หลายๆ มิติ”
“การที่เราได้ไปญี่ปุ่น มันไม่ใช่เรื่องของการไปโอ้อวดในเรื่องของรสชาติกาแฟไทย แต่การไปญี่ปุ่นเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของเราชัดเจน ว่าเราจะนำพา เราจะดึงทุกคนที่จะมาร่วมกับเรา มีความสนใจที่ส่งต่อกันให้ได้มากที่สุด เกษตรกรที่สัมผัสกับเรา แค่เค้าได้เห็นกาแฟของเค้าเดินทางไปบอกเล่าเรื่องราวตามที่ตั้งใจไว้ เค้าก็ดีใจ มีความสุขมากๆ ซึ่งมันทำให้เค้าอยากทำให้ดีขึ้นๆ ในทุกๆวัน นี่คือประการหนึ่ง”
ลีกล่าวว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้ในประการต่อมา คือ เป็นการตอกย้ำเรื่องฝีมือเกษตรกรของเรา ว่าที่ผ่านมา เค้าอาจไม่มีความภูมิใจ เค้าอาจจะเกิดความคับข้องใจ เกิดคำถามว่า ‘การเป็นเกษตรกรมันมีความหมายอะไรกับชีวิตของเค้า’ นอกจากทำมาหากิน ทำตามสิ่งที่ตลาดต้องการ แต่วันนี้มันสามารถพิสูจน์ สามารถบอกได้แล้วว่า ‘กาแฟ’ ทำให้เค้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากทำให้ลูกหลานมีโอกาสมากขึ้น อยากทำให้ตัวเค้าเองได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้น
“กาแฟของเราที่เราทำอยู่ เป็นกาแฟที่ต้องบอกว่ามาจากพื้นที่ของพี่น้องชาติพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น พี่น้องชาติพันธุ์เค้ามีความเขินอายในเรื่องของ ‘ตัวตน’ พอสมควร แต่วันนี้ เมื่อกาแฟของเค้าได้เดินทางออกไป มันทำให้ชื่อของประเทศไทยเราปักธงได้แล้ว ทำให้กาแฟของเรา คุณภาพของเกษตรกรเราเป็นที่ยอมรับ ซึ่งร้านกาแฟหรือว่าโรงคั่วกาแฟที่เราไปตั้งที่ญี่ปุ่นเองนั้นเป็นตัวยืนยันมากกว่าที่เราจะมานั่งคิด นั่งพูดอย่างเดียว เราก็ลงมือทำ ตอนนี้ เรามีสองสาขาแล้วครับพร้อมกับโรงคั่วกาแฟ เรามีความรู้สึกว่า สิ่งนี้แหละที่จะทำให้เรายึดโยงกับชุมชนของไทยและชุมชนของสังคมโลกได้ดี ต่อไปเราก็มองไปจนถึงว่า เราอาจทำร้านที่เยอะขึ้นในแต่ละเมือง ตอนนี้อาจจะอยู่ที่โตเกียว แต่ในอนาคต เราอาจจะมีที่อื่นๆ เพิ่มขึ้น”
“ผมอยากให้สิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำธุรกิจ ผมคิดว่า ณ วันนี้ เลยจุดที่เราจะมาคิดถึงเรื่องผลกำไร เรื่องของตัวเงินไปแล้ว เราอยากจะสร้างการยอมรับ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยที่เค้ากำลังมองหาความหมายในชีวิตของเค้าให้ได้มากที่สุดครับ”
ลียังกล่าวถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นที่นับว่าน่าสนใจไม่น้อย
“ผมคิดว่ามุมหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากระยะเวลา 5 ปี ที่เราไปเปิดสาขาที่ญี่ปุ่น สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือการทำงานกับคนที่มี Mindset หรือแนวคิดเดียวกัน มันทำให้ความหมายชีวิตเราดีขึ้น ทำให้เราตื่นเต้น ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น นี่คือประเด็นแรก”
“ประเด็นที่สอง เราทำงานกับวัฒนธรรมที่โตขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องของมุมมองชีวิตที่มีความแตกต่าง ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความเหมือนหรือความแตกต่างกัน แต่มันมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ที่ทำให้เราทึ่งในความหลากหลายเหล่านี้ ทึ่งในความเป็นญี่ปุ่น เราก็รู้อยู่แล้วว่าเค้ามีความละเอียด เค้ามีความตั้งใจ แล้วยิ่งเรานำเอาแบรนด์ของเราไปอยู่ที่นั่น สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ เค้าให้เกียรติกับสิ่งที่เป็นเรา ให้เกียรติกับความเป็นเราเยอะมาก ให้เกียรติยังไม่พอ แต่เค้ายังอยากรู้ทุกอณูของความเป็น ‘Akha Ama’ ความเป็นกาแฟเมล็ดนั้นที่เค้าจะบด ชง กิน ผมคิดว่านี่คือความละเอียดลออที่คนญี่ปุ่นเค้าใส่ใจ ซึ่งมันตรงกับเจตนารมณ์เราว่าจะทำยังไงให้การกินกาแฟ ไม่ใช่แค่กินให้อร่อย แต่มีคนอยากจะเสพในเรื่องความหมายของกาแฟ อยากจะเสพความหมายในเรื่องของการตั้งชุมชน ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่เราตัดสินใจถูกที่เราไปญี่ปุ่น”
อีกสิ่งหนึ่งที่ลีได้เรียนรู้จากวัฒนธรรมญี่ปุ่นคือ เค้าจะมีความระมัดระวังอย่างมากในเรื่องของการสื่อสาร การพูดคุย เพราะฉะนั้น เมื่อนำแบรนด์ของเราไปญี่ปุ่น แม้ว่าคุณภาพกาแฟ คุณภาพสินค้าเราดีแค่ไหน เค้าก็อยากจะให้มีคนญี่ปุ่นที่สื่อสารภาษาของเค้าได้ดี มาให้บริการ มาให้ข้อมูลที่เค้าอยากรู้
“คนญี่ปุ่นเค้าสนใจรายละเอียดมากๆ กินกาแฟหนึ่งแก้ว ใช้เวลา 5 นาที แต่เค้าสามารถมีเวลาถึง 20 นาทีให้กับการรับฟัง พูดคุยเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟที่เค้ากิน เพราะฉะนั้น ผมมองว่า วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น เค้าให้เกียรติกับการสื่อสาร ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ เค้าจะไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าที่จะใช้บริการ สิ่งที่เราต้องทำในฐานะแบรนด์กาแฟไทยที่เราไปอยู่ญี่ปุ่น เราก็เบลนด์ Blend-Culture เหล่านี้เข้าไป เอาความดีงามของสินค้าไทยเราเข้าไปทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นที่มีความเข้าใจปรัชญาหรือว่าความคิดเดียวกับเรา ให้ทำออกมาเป็นภาพเดียวกันที่เนียนตาให้ได้ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเค้าชื่นชอบที่สุด”
ลีมองว่าคนญี่ปุ่นไม่ได้ปฏิเสธความเป็นวัฒนธรรมอื่น แม้บางทีเราอาจรู้สึกว่าญี่ปุ่นมีความเป็นชาตินิยม ในมุมหนึ่งอาจเป็นแบบนั้น แต่เมื่อมีช่องทางการสื่อสารที่ดีแล้ว คนญี่ปุ่นไม่ปฏิเสธสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ใช่รากวัฒนธรรมของตัวเอง อย่างเช่นกาแฟ แม้ไม่ใช่รากวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นกินกาแฟจริงจังมานานแล้ว
“เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เราต้องเรียนรู้จากเขาให้มากๆ ไม่ใช่ว่าเราต้องเลียนแบบหรือว่าเราต้องทำตามเค้านะครับ แต่เราต้องเรียนรู้มุมมองเหล่านี้เยอะๆ ในเรื่องของการให้คุณค่า อย่างบ้านเรามีทรัพยากรเต็มไปหมด แต่เรายังให้คุณค่าน้อยเกินไปในสิ่งที่เรามี ในมุมมองผม คนญี่ปุ่นเค้าสามารถพูดถึงสาหร่ายหนึ่งสายพันธุ์ได้เป็นวันเลยนะครับ เค้าสามารถพูดถึงแอปเปิ้ลหนึ่งสายพันธุ์ของเค้าได้เป็นเดือนเลยนะครับ ผมคิดว่านี่เป็นอะไรที่คนไทยเองปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็หลงใหลในความเป็นญี่ปุ่นแบบนั้นไปแล้ว นี่เป็นคำถามเหมือนกันนะครับ ว่าในประเทศที่มีทรัพยากรมากมายอย่างเรา ทำไมเราจึงรู้สึกโหยหาความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นเหมือนกัน”
ในอนาคต มีเมืองไหนของญี่ปุ่นนอกจากโตเกียว ที่คุณคิดว่าน่าสนใจเปิดสาขาเพิ่มเติมบ้างบ้าง
ลีตอบว่า มองถึงเมืองที่อยู่ใกล้โตเกียวอย่างคามาคุระ ซึ่งคิดว่าหลายคนชื่นชอบทั้งความเป็นเมืองชายทะเล ความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่าย ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีอาหารอร่อย
“ผมอาจจะไปเปิดแถวนั้น เราหลงใหลในพื้นที่แถวนั้น คามาคุระไม่ไกลจากโตเกียว นั่งรถไฟชั่วโมงนึง สบายๆ การเดินทางก็สะดวก ที่นั่นไม่ได้วุ่นวายมาก เหมาะกับคอนเซ็ปต์เราด้วย เราไม่ได้อยากเอิกเกริกอะไรมากมาย เราเน้นที่การสื่อสาร สิ่งที่เราหลงใหลในคามาคุระคือเรื่องของอาหารและการใช้ชีวิตของคนที่นั่น เค้ายังให้เวลากับการใช้ชีวิตมากๆ ถ้าเราเทียบกับโตเกียว ทุกอย่างมันไวไปหมด นอกจากนั้น ทีมของเราที่ญี่ปุ่นก็ได้ไปออกงาน ไปลองตลาดที่ทางใต้ของฟุกุโอกะ มีแต่คนชื่นชอบ ให้การต้อนรับ เวลาไปออกงานคนไปกินกาแฟเราเต็มไปหมด แถวฮิโรชิมาและฟุกุโอกะ จึงเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งที่เรามองไว้ ตราบใดที่เรายังมีเป้าหมายที่มีความหมายแบบนี้ เราเลยจุดเรื่องของธุรกิจ เรื่องของผลกำไรไปแล้ว เรามองไปที่เรื่องของการสื่อสารกาแฟไทยไปเรื่อยๆ”
ความมุ่งหวังในการดูแลใส่ใจระบบนิเวศ
คำถามสุดท้าย ยังมีสิ่งใดที่คุณและ Akha Ama อยากผลักดันอุตสาหกรรมกาแฟไทยในแง่มุมไหนเพิ่มเติมอีกบ้าง
ลีตอบว่า “เราอยากลงลึกในเรื่องของการจัดการ ระหว่างการแปรรูปและหลังแปรรูปกาแฟ ตอนนี้ ปัญหาหนึ่งที่เราเจอในชุมชนคือ เมื่อเราทำการแปรรูปกาแฟ มันก่อเกิดมลภาวะต่างๆ เช่น เรื่องของน้ำเสียที่เกิดจากการหมัก การแปรรูปกาแฟ เรื่องของเปลือกกาแฟที่หลงเหลือและบางทีไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพ ผมคิดร่วมกับชาวบ้านว่า ถ้าเราเอาเปลือกกาแฟมาทำเครื่องดื่มที่เป็นสุราพื้นถิ่น สำหรับใช้ในประเพณี พิธีกรรม วัฒนธรรมต่างๆ ในบ้านเรา น่าจะเป็นอะไรที่ดี เพราะเมื่อก่อนเราปลูกข้าว เราก็ใช้ข้าวมาทำสุราพื้นถิ่น”
“ตอนนี้ หลายชุมชนเปลี่ยนมาปลูกกาแฟแล้ว ผมคิดว่าเปลือกกาแฟมีศักยภาพมากเพราะว่ามีน้ำตาลเยอะ ผมกำลังให้ความสนใจว่าแทนที่เราจะไปซื้อสุราที่อื่นที่เป็นอุตสาหกรรม เราน่าจะใช้เปลือกกาแฟมาทำสุราพื้นถิ่น เพื่อใช้ในพิธีกรรม ประเพณีต่างๆ ผมคิดว่า ชุมชนน่าจะผลิตเองได้ครับ เป็นเรื่องของการจัดการของเหลือจากการแปรรูป ไม่ทิ้งให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่านี่น่าสนใจมากๆ แต่นี่เป็นแค่บางไอเดียที่เราพูดถึง”
“ยังมีอีกไอเดียหนึ่งที่กำลังทำและอยากขยายมากๆ ก็คือเรื่องของ ‘ผึ้ง’ ผมเป็นคนที่ชอบเรื่องผึ้ง ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มประชากรผึ้งให้ได้มากที่สุดในพื้นที่ที่เราอยู่ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่มีผึ้ง อาหารหลายชนิดที่เรามีอยู่ก็จะหายไป ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากๆ เรามาถึงจุดที่เราอาจไม่ต้องคิดกังวลเรื่องของอาหารที่เราปลูกแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเราลืมทั้งกระบวนการ ทั้ง Process เราลืมระบบเหล่านี้ ลืมเรื่องของผึ้งและแมลงต่างๆ ที่อยู่รอบข้างเรา กลายเป็นว่า เราหลงลืมไปหมดเลย นี่เป็นเรื่องที่ผมกำลังให้ความสนใจมากๆ ครับ”
ลียอมรับว่า มีงานวิจัยที่ชี้ว่าผึ้งหลายชนิดเพิ่มปริมาณผลผลิตของกาแฟได้ผ่านการผสมเกสร ทั้งส่งผลดีต่อกลิ่นและรสชาติกาแฟ
“เพราะฉะนั้น นอกจากเราได้น้ำผึ้ง ได้อาหารที่สมบูรณ์ ป่าเรามีความหลากหลายทางชีวภาพแล้วเรายังได้ผลผลิตเพิ่มเติมอีกด้วย ผมว่าไม่มีอะไรมหัศจรรย์ไปกว่านี้แล้วครับ”
ผู้ก่อตั้ง Akha Ama เน้นย้ำถึงความสำคัญของห่วงโซ่แห่งระบบนิเวศที่ย่อมส่งผลสะท้อนอย่างมิอาจแยกขาดจากกัน
……
Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo By : Akha Ama Coffee, FB: Lee Ayu Chuepa, ลี-อายุ จือปา


