แพทย์กังวล! นโยบาย “เลือกคำนำหน้านามอิสระ” อาจกระทบระบบสาธารณสุข ชี้ช่องโหว่เสี่ยงวินิจฉัยผิดพลาดในนาทีวิกฤต โดยเฉพาะโรคที่สัมพันธ์กับเพศกำเนิด เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือถุงน้ำรังไข่แตกในชายข้ามเพศ วอนฝ่ายการเมืองรับฟังความเห็นต่างเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ ด้านฝั่งนักกิจกรรมยืนยันสิทธิต้องมาก่อน ล่าสุดแพทย์แนะทางออก “พบกันครึ่งทาง” ให้ระบุเพศกำเนิดในบัตรเพื่อการรักษา แต่ใช้คำนำหน้าตามเพศสภาพได้
จากกรณี พรรคประชาชน เตรียมผลักดันให้ประชาชนมีสิทธิเลือกคำนำหน้านาม (เช่น นาย, นาง, นางสาว) ให้ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดการเลือกปฏิบัติ โดยไม่ยึดติดกับเพศกำเนิดตามระบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างหนัก โดยฝ่ายค้านมักยกเหตุผลเรื่องความกังวลว่าจะมีการหลอกลวงหรือความสับสนทางการแพทย์ ซึ่งในมุมมองของผู้สนับสนุน เห็นว่าเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นและขัดขวางสิทธิของคนข้ามเพศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 ม.ค. เพจ “Remrin” ซึ่งเจ้าของเพจเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อโต้แย้งในมุมมองทางการแพทย์และสังคม โดยได้ระบุข้อความว่า
"ทางการแพทย์ มีโอกาสทำให้เกิดความผิดพลาดสูง โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่เราจะยืนยันเพศจากการดูบัตรประชาชนก่อน
เพราะโรคที่ฉุกเฉินของผู้ชายและผู้หญิงต่างกัน เช่น ชายข้ามเพศปวดท้องหนัก ก่อนจะหมดสติมา ซึ่งสาเหตุจริงๆ มาจากซีสต์ที่รังไข่ขนาดมหึมาแตก หรือบางคนรังไข่บิดขั้วมา บางคนตั้งครรภ์นอกมดลูกแล้วแตกขึ้นมา(มีนะถึงข้ามเพศแต่ท้องก็มี) ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหมอเข้าใจผิดว่าเป็นชายแท้มองข้ามโรคพวกนี้ไป แล้วแผนกศัลยกรรมรับเป็นเจ้าภาพเปิดท้องมา ก็ผิดแผนก ต้องเปลี่ยนเป็นหมอนรีเวชมาทำต่องี้ มันมีผลหมดครับ โอเคเราอาจจะทำระบบยืนยันเพศกำเนิดในระบบได้ แต่เวลาวิกฤตมันสถานการณ์คนละเรื่องครับ
ส่วนกรณีอื่นๆ การทำหัตถการบางอย่าง การคำนวณยา อันนั้นก็คิดตามเพศกำเนิดด้วยนะครับ นี่แค่ด้านสาธารณสุขนะครับ ในวงการอื่นๆ ก็มี
แล้วที่เมนต์ว่าต่างประเทศไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ มันมีนะครับ
ประเด็นคืออยากให้ฟังเสียงคนอื่นบ้าง ไม่ว่าจะแสดงความเห็นในด้านที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อันนี้หมอก็เสนอแนะกันหลายคนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่คุ้มเสีย ลองนำความเห็นเก็บไปทบทวนแล้วไปปรับปรุงหรือหาวิธีแก้ก่อนก็ได้ อย่ากระโจนไปเถียง ไปประชดทุกเมนต์ ที่ค้านแบบนี้มันดูไม่ดี และไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่มีวุฒิภาวะนะครับ ยิ่งประเด็นเรื่องสาธารณสุขนี่หลายเรื่องแล้วที่นโยบายออกมาแล้วดูยังไงก็ไม่รู้ อันนี้อยากให้ใจเย็นๆ แล้วรับฟังเสียงประชาชนก่อน จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าประชดประชันแบบนั้น ทั้งคนที่เชียร์ทั่วไปจนถึงระดับ ส.ส.เลย มันไม่ช่วยให้อะไรดีหรอกครับ คือแบบกรณี จขพ.อันนี้พอเข้าใจว่านโยบายได้ประโยชน์และถูกใจ แต่บางที ส.ส.เอากับเขาด้วยนี่สิ"
ต่อมาพบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ก “คฌาสิต พ่วงอำไพ” ผู้ก่อตั้ง Non-Binary Thailand ได้เข้ามาคอมเมนต์ ระบุว่า
“ขอบคุณค่ะที่แชร์ หวังว่าจะมีบุคลากร
ทางการแพทย์ที่มีใจเป็นกลางสักแค่คน สองคนที่มองเห็นและให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของชุมชนคนข้ามเพศ นอนไบนารีอินเตอร์เซ็กส์ที่ไม่สามารถรอได้อีกแล้วแม้วินาทีเดียว เพราะชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงทุกๆ วินาที อยากด่า อยากล้อ อยากด้อยค่าอย่างไรก็เชิญเลยค่ะ แต่ดิฉันขอยืนข้างชุมชน LGBTIQAN ที่เป็นผู้ถูกผลักให้เป็นชายขอบก่อน เพราะฉันเป็นคนในชุมชนนี้”
อย่างไรก็ตาม เพจ “Remrin” ได้โพสต์ภาพข้อความดังกล่าว พร้อมระบุข้อความตอบกลับไปว่า
"โอ้โห คนเดียวเลยเนี่ยที่เถียงสู้มือกันสุดๆ เรื่องออกนโยบาย เสนอนโยบายจริงๆ ไม่ผิดเลย แต่เวลามีคนไปให้ความเห็นต่าง คุณควรใจเย็นๆ และรับฟังหน่อยครับ กับตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้น่ะ ยิ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 65 ด้วย ต้องระวังหน่อยนะ เพราะแค่นี้พรรคช่วงนี้ก็โดนมรสุมหนักหนาแล้ว
อันนี้คือประเด็นเรื่องที่ให้บุคคลข้ามเพศใช้คำนำหน้านามอย่างอิสระนะ
คือต้องบอกก่อน โดยส่วนตัวสนับสนุนเรื่องสิทธิ และรู้สึกเห็นใจ LGBTQ+ ที่ผ่านมาที่มักถูกสังคมล้อเลียน หรือมองว่าเป็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ก็รู้สึกยินดีที่สังคมเปิดกว้างและให้การยอมรับมากขึ้น แต่สำหรับเรื่องนี้ มันมีปัญหาใหญ่กว่านั้นครับ ไม่ใช่แค่วงการแพทย์นะครับ วงการอื่น ไม่ว่าจะกีฬา นักโทษ การใช้ห้องน้ำสาธารณะ ฯลฯ มันมีช่องโหว่ที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมกับคนอื่น หรืออาจจะเกิดผลเสียย้อนกลับมาที่ตัวเองได้
เอาเฉพาะทางการแพทย์ก่อน คือการมีโอกาสทำให้เกิดความผิดพลาดสูง โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่เราจะยืนยันเพศจากการดูบัตรประชาชนก่อน
เพราะโรคที่ฉุกเฉินของผู้ชายและผู้หญิงต่างกัน เช่น ชายข้ามเพศปวดท้องหนัก ก่อนจะหมดสติมา ซึ่งสาเหตุจริงๆ มาจากซีสต์ที่รังไข่ขนาดมหึมาแตก หรือบางคนรังไข่บิดขั้วมา บางคนตั้งครรภ์นอกมดลูกแล้วแตกขึ้นมา (มีนะถึงข้ามเพศแต่ท้องก็มี) ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหมอเห็นบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย “นาย” เลยเข้าใจผิดว่าคนไข้เป็นชายแท้มองข้ามโรคพวกนี้ไป แล้วแผนกศัลยกรรมรับเป็นเจ้าภาพเปิดท้องมา ก็ผิดแผนก ต้องเปลี่ยนเป็นหมอนรีเวชมาทำต่องี้ มันมีผลหมดครับ โอเคเราอาจจะทำระบบยืนยันเพศกำเนิดในระบบได้ แต่เวลาวิกฤตมันสถานการณ์คนละเรื่องครับ
ส่วนกรณีอื่นๆ การทำหัตถการบางอย่าง การคำนวณยา อันนั้นก็คิดตามเพศกำเนิดด้วยนะครับ นี่แค่ด้านสาธารณสุขนะครับ ในวงการอื่นๆ ก็มี
จนถึงหมอทางนิติเวชที่ชันสูตรศพก็ยังกระทบในการระบุบุคคลเลยครับ
แล้วที่บอกว่าต่างประเทศไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ มันมีนะครับ
ประเด็นคืออยากให้ฟังเสียงคนอื่นบ้าง ไม่ว่าจะแสดงความเห็นในด้านที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อันนี้หมอก็เสนอแนะกันหลายคนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่คุ้มเสีย ลองนำความเห็นเก็บไปทบทวนแล้วไปปรับปรุงหรือหาวิธีแก้ก่อนก็ได้ อย่ากระโจนไปเถียง ไปประชดทุกเมนต์ที่ค้าน แบบนี้มันดูไม่ดีเลยครับ และดูแล้วมันไม่ได้ทำให้ได้คะแนนเสียงเลยครับ มีแต่ทำให้ดูแย่ทั้งในนามพรรคและทำให้ LGBTQ+ ถูกตำหนิไปด้วย
ส่วนตัวมองว่าคนละครึ่งทางกำลังดี คือระบุเพศกำเนิดในบัตร ไว้สำหรับกรณีที่บุคลากรที่จำเป็นต้องรู้เพศกำเนิดจริง แต่ใช้นาย นางสาวได้ตามเพศสภาพ เพื่อให้เวลาปกติไม่รู้สึกแย่เวลาต้องพูดชื่อตัวเองตามงาน หรือเวลาใช้ชีวิตปกติ ผมพอเข้าใจอยู่อย่างเช่นใจเป็นหญิง แต่มีคำว่านายติดตัวคงรู้สึกแย่เหมือนกัน แต่การเปลี่ยนแปลงก็ต้องมีแนวทางรองรับไม่ให้กระทบทางอื่นครับ อยากให้ฝากพิจารณานะครับ อันนี้ผมออกความเห็นด้วยใจเป็นกลางตามที่เสนอแล้วนะครับ อย่าฝืนทำอะไรที่ได้ประโยชน์นิดเดียวแต่กระทบด้านอื่นมากมายเลย"
อ่านโพสต์ต้นฉบับ
อ่านโพสต์ต้นฉบับ


