xs
xsm
sm
md
lg

'วัส ติงสมิตร'วิเคราะห์คดีฮั้ว สว. บอกเราว่าปัญหาอาจไม่ใช่คนโกง แต่เป็นระบบที่ชวนให้โกง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อาการป่วยของโครงสร้าง: เมื่อคดีฮั้ว สว. บอกเราว่า ปัญหาอาจไม่ใช่ “คนโกง” แต่เป็น “ระบบที่ชวนให้โกง”

กระแสข่าวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงมิถุนายน พ.ศ. 2569 นี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญต่อระบบกฎหมายและการเมืองไทย ทว่าหากเราอ่านคดีเหล่านี้เพียงแค่ในกรอบของ “ผู้สมัครบางคนทำผิดกติกา” หรือมองว่าเป็นเพียง “พฤติกรรมไม่ดีเฉพาะบุคคล” เราอาจจะกำลังหลงประเด็นและมองข้ามภาพสะท้อนที่ใหญ่กว่านั้น

เพราะเมื่อนำจิ๊กซอว์คดีทุจริตเลือก สว. จากหลากจังหวัด หลายระดับ มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ คดีชลบุรี คดียะลา ไปจนถึงคดีล่าสุดคดีปทุมธานี ภาพที่ปรากฏชัดขึ้นทุกทีคือ ระบบเลือก สว. แบบเลือกกันเองในวงปิดตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อาจไม่ได้แค่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต แต่กำลังสร้างแรงจูงใจให้โกงด้วยตัวมันเอง!

บรรทัดฐานคดีปทุมธานี: “หักหลังในคูหา” ก็คือ “ทุจริตสำเร็จแล้ว”

หมุดหมายสำคัญที่ต้องยกมาวิเคราะห์ก่อนคือ คดีปทุมธานี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 65/2569) ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง นายณัฏฐกรณ์ เขียวสนาม และพล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปะวณิช สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จังหวัดปทุมธานี ผู้คัดค้าน

พฤติการณ์ในคดีนี้เด่นชัดมากจากการที่ผู้คัดค้านนัดพบผู้สมัครรายอื่นที่ร้านกาแฟเพื่อ “ตกลงจับคู่แลกคะแนน” (Vote Pairing) แต่เมื่อถึงเวลาเข้าคูหาจริง ผู้คัดค้านกลับไม่ได้ลงคะแนนให้คู่สัญญาตามที่ตกลงกันไว้ จนเกิดการเดินเข้าไปต่อว่าประชดประชันกันหลังนับคะแนนเสร็จ ซึ่งมีทั้งพยานบุคคล ข้อความในไลน์ และคลิปวิดีโอภาษากายมัดตัวอย่างแน่นหนา

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิเคราะห์แล้ววางหลักกฎหมายไว้อย่างเฉียบขาดว่า:

การสมยอมจับคู่แลกคะแนน ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีนับตั้งแต่ตกลงกัน ไม่จำเป็นต้องรอพิสูจน์ว่าในคูหาจะมีการลงคะแนนให้กันจริงหรือไม่ และการ "หักหลัง" หรือแอบเปลี่ยนใจทีหลังไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะนำมาลบล้างเจตนาทุจริตบิดเบือนเสรีภาพในการเลือกตั้งตั้งแต่ต้นได้ ศาลจึงสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

ในมิตินิติบัญญัติ บรรทัดฐานนี้สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะการลงคะแนนเป็นความลับ หากต้องรอตรวจหลักฐานในบัตรลงคะแนนย่อมเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่ในอีกมุมหนึ่ง คดีนี้ก็สะท้อนภาพตลกร้ายของระบบเลือกปิด ที่ความระแวงและการหักหลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกม

จาก “จับคู่รายคน” สู่ “เครือข่ายจัดการเลือกตั้ง”

สิ่งที่น่ากลัวกว่าพฤติกรรมเฉพาะตัวของคดีปทุมธานี คือการขยับขยายรูปแบบการทุจริตที่สะท้อนผ่านคดีอื่น ๆ:

คดียะลา (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 4/2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา): ยกระดับจากคนสองคนแอบคุยกันในร้านกาแฟ ไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่อง “การจัดระบบ” มีการจัดการประชุมผู้มีสิทธิเลือกตามสถานที่ต่าง ๆ เตรียมรายชื่อ จัดหมายเลข และวางแผนคะแนนโดยแยกผู้สมัครออกเป็น "สาย A" และ "สาย B" เพื่อทำหน้าที่จับคู่โหวตไขว้

คดีระดับประเทศ กลุ่ม 7: ทะยานไปไกลยิ่งกว่าในสนามเลือกตั้ง เพราะไม่ใช่แค่การฮั้วคะแนนระหว่างผู้สมัครที่มีอยู่แล้ว แต่มีข้อกล่าวหาถึงขั้น “จัดตั้งคนเข้าสู่ระบบเพื่อใช้เป็นคะแนนเสียง” มีการชักชวนคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะสมัคร สว. ตั้งแต่แรก ให้ยอมจ่ายค่าสมัคร โดยมีกลุ่มทุนออกค่าเดินทาง ค่าที่พัก พร้อมมอบเงิน 10,000 บาทและโพยรายชื่อเพื่อสั่งให้ไปลงคะแนนให้บุคคลที่กำหนด

นัยสำคัญเชิงโครงสร้าง: หากข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในชั้นศาล มันจะไม่ได้หมายถึงแค่การ "ฮั้วคะแนน" อีกต่อไป แต่มันคือภาพของ "เครือข่ายจัดการเลือกตั้ง" (Election Management Network) ที่จ้างคนมาทำหน้าที่เป็น "มนุษย์โหวตเตอร์" (Voter-for-hire) ในวงปิด

ปัญหาที่แท้จริง: ระบบ “เลือกกันเอง” ที่สร้างแรงจูงใจให้โกง

ตรงจุดนี้เองที่สังคมไทยต้องเลิกตั้งคำถามแค่ว่า "ใครผิด?" หรือ "ใครฮั้ว?" แล้วหันกลับมามองตัวร้ายที่แท้จริงอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ ระบบเลือกกันเองในวงปิด

ภายใต้กติกาที่ให้ผู้สมัครเลือกกันเอง และคะแนนเสียงเพียง 1-2 คะแนนสามารถชี้ชะตาพลิกผลแพ้ชนะส่งคนเข้าสภาได้ทันที:

ความสุจริตกลายเป็นความเสียเปรียบ: ผู้สมัครที่เดินเข้าสนามด้วยความตั้งใจบริสุทธิ์ แนะนำตัวตรงไปตรงมา ย่อมพ่ายแพ้ต่อคณิตศาสตร์การเมืองของการ "จับคู่โหวต" เสมอ

สถานการณ์บังคับ: เมื่อรู้ว่าถ้ามีอีก 1 เสียงจะชนะ แรงจูงใจในการเดินไปบอกคนข้าง ๆ ว่า "คุณเลือกผม ผมเลือกคุณ" ย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

การขยายผลสู่อำนาจทุน: เมื่อกระหายความชัวร์ การหาพันธมิตรอาจไม่พอ จึงต้องนำไปสู่การ "จ้างหรือหาคนมาสมัครเพิ่ม" เพื่อปั๊มคะแนนดิบในมือให้มากที่สุด

ระบบนี้ไม่ได้คัดสรรคนดีหรือผู้เชี่ยวชาญตามเจตนารมณ์อันสวยหรูของรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 แต่กลับกลายเป็น "เครื่องจักรกลบีบคั้น" ที่ทำให้คนอยากชนะ ต้องคิดถึงวิธีการฮั้วก่อนจะคิดถึงเรื่องความเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ

ถอนรากแก้ว หรือแค่ตัดใบไม้?

พฤติการณ์ที่คล้ายคลึงกันกระจัดกระจายไปในหลายจังหวัด หลายระดับ และหลายสาขาอาชีพ ยืนยันว่าสิ่งนี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็น "อาการป่วยเรื้อรังของระบบ"

การเอาผิดผู้ทุจริตเด็ดขาด 10 ปีตามที่ศาลฎีกาทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่งยวด แต่มันเป็นเพียงการ "เด็ดใบไม้ที่แห้งเหี่ยวทิ้ง" ตราบใดที่เรายังคงรักษา "รากแก้วที่เน่าเฟะ" ของโครงสร้างระบบเลือกปิดนี้ไว้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป นวัตกรรมการฮั้วที่ซับซ้อนกว่าสาย A-B หรือเงินหมื่นบาท ก็จะแตกหน่อเติบโตขึ้นมาใหม่อยู่ดี

ถึงเวลาพูดเรื่อง “ปฏิรูประบบ” อย่างจริงจัง

หากคดีเหล่านี้สอนอะไรเราอย่างหนึ่ง ก็คือ การหวังพึ่งการลงโทษรายคดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะต่อให้ กกต. และศาลเอาผิดผู้สมัครหรือผู้จัดการบางคนได้สำเร็จ หากระบบยังเหมือนเดิม คนรุ่นต่อไปก็อาจใช้วิธีเดิมซ้ำอีก

ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “ใครโกง” แต่คือ ระบบถูกออกแบบมาอย่างไร จึงทำให้การโกงเป็นทางเลือกที่ได้เปรียบ

ดังนั้น หากสังคมไทยต้องการปิดช่อง “ฮั้ว สว.” อย่างจริงจัง สิ่งที่ควรถูกหยิบขึ้นมาปฏิรูปมีอย่างน้อย 5 เรื่องใหญ่

1. ทบทวนระบบ “เลือกกันเอง” เพราะนี่คือรากของแรงจูงใจในการฮั้ว

2. ออกแบบกลไกตรวจจับ “การจัดตั้งเครือข่าย” ไม่ใช่รอจับแค่รายบุคคล

3. ปรับกฎหมายให้แยกระดับความผิด และกำหนดมาตรการจูงใจให้ผู้ร่วมขบวนการเปิดโปงเครือข่าย

4. เพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการเลือก สว. โดยไม่ทำลายหลักลงคะแนนลับ

5. กล้าถามคำถามใหญ่ที่สุด: วุฒิสภาไทยควรมีหรือไม่ หากควรมี น่าจะมีที่มาแบบใดในระบอบประชาธิปไตย

คำถามสำคัญถึงอนาคตประเทศไทย

วันนี้ คำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดร่วมกันไม่ใช่แค่ว่าสัปดาห์นี้จะมีใครโดนใบดำเพิ่มอีกกี่คน... แต่คือ "เรายังจะยอมให้วุฒิสภาของประเทศนี้ ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎหมายและแต่งตั้งองค์กรอิสระ มาจากระบบที่ดูเหมือนดีไซน์มาเพื่อเอื้อให้คนต้องฮั้วกันต่อไปจริง ๆ หรือ?"

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
21/6/69