นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงดุลบัญชีเดินสะพัดไทย เดือนเมษายน 2569 ที่ประกาศออกมาติดลบเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดคือ สรุปบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เกิดจากการทำมาหากินกับต่างประเทศ เช่น การขายสินค้า การท่องเที่ยว และการส่งเงินปันผล ถ้าเกินดุล แปลว่า เราหาเงินเข้าประเทศได้มากกว่าจ่ายออก แต่ถ้าขาดดุล แปลว่า เงินไหลออกนอกประเทศมากกว่าที่หาได้ ซึ่งการขาดดุลต่อเนื่องยาวนานอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อค่าเงินได้ แบบที่เคยเกิดกับไทยในปี 2540 โดยก่อนจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยติดลบประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เดือนเมษายน ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นประเด็นร้อนที่คนพูดถึงกันมาก เพราะสูงกว่าสถิติเดิมที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน เม.ย. 2556 เกือบสองเท่า และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมพลิกจากที่เป็นบวกในช่วง 3 เดือนแรกของปี เป็นติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit) ซึ่งหมายถึง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ควบคู่กับการขาดดุลงบประมาณ ในรอบ 4 ปี
อย่างไรก็ดี หากไปดูที่มาที่ไปของตัวเลขขาดดุลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ ต้องบอกว่า ยังเร็วเกินไปมากที่จะเป็นจุดอ่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เดือนเมษายน ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นประเด็นร้อนที่คนพูดถึงกันมาก เพราะสูงกว่าสถิติเดิมที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน เม.ย. 2556 เกือบสองเท่า และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมพลิกจากที่เป็นบวกในช่วง 3 เดือนแรกของปี เป็นติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit) ซึ่งหมายถึง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ควบคู่กับการขาดดุลงบประมาณ ในรอบ 4 ปี
อย่างไรก็ดี หากไปดูที่มาที่ไปของตัวเลขขาดดุลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ ต้องบอกว่า ยังเร็วเกินไปมากที่จะเป็นจุดอ่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย


