เครือข่ายผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัด แจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ว่า จะปรับราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขึ้นอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม จากฐานราคาเดิม นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้ปรับฐานราคาขึ้นมาแล้ว 4 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในแต่ละภูมิภาคอยู่ที่ ภาคตะวันตก 62-64 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออก 64-68 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม ภาคเหนือ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม และภาคใต้ 68 บาทต่อกิโลกรัม
น.สพ. เกียรติภูมิ พฤกษะวัน เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า การปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตามทิศทางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ จากเดิมที่ต้นทุนการเลี้ยงสุกรเคยประเมินไว้ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเดือนมีนาคม แต่หลังราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ปัจจุบันประเมินว่าต้นทุนการผลิตสุกรขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม แล้ว ขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มในหลายพื้นที่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับต้นทุนดังกล่าว
น.สพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในมุมของผู้เลี้ยงสุกรต้องการเห็นราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ในระดับ 72-74 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า การปรับราคาจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงทิศทางราคาหมูเนื้อแดงในตลาดค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดประกอบกัน
ทั้งนี้ แม้ผู้เลี้ยงสุกรต้องการให้ราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นสู่ระดับที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต แต่การปรับราคาจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยหากสถานการณ์ตลาดเอื้ออำนวย ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังมีโอกาสทยอยขยับขึ้นได้อีกเป็นระยะ ครั้งละ 2-4 บาทต่อกิโลกรัม ตามสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาด
หากราคาสุกรไม่สามารถปรับขึ้นได้ในช่วงที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง และกลับไปลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่า 66 บาทต่อกิโลกรัม อีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่แบกรับภาวะขาดทุนต่อเนื่องมานานกว่า 5-6 เดือน โดยหากสถานการณ์ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังซบเซาลากยาวไปถึงปลายปี ผู้เลี้ยงจำนวนมากอาจไม่สามารถเลี้ยงต่อได้


