นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ โพสต์เฟซบุ๊ก“ทนายคลายทุกข์” ระบุว่า 9.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีหมิ่นประมาท ระหว่างปู มัณฑนา โจทก์ กับทนายเดชาที่1 ลูกหมีที่ 2 จำเลย
คดีหมายเลขดำที่ อ 2068 / 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ระหว่างศาลนางมัณฑนากับนายเดชากับพวกสองคนศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เหตุผลโดยย่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่าเป็นหนี้สองล้านบาทกับการเปิดเผยหนี้ของโจทก์ด้วยการเปิดเผยชื่อโจทก์โดยไม่ปกปิดชื่อโดยโจทก์มิได้ส่งคลิปวิดีโอดังกล่าว หรือเอกสารหนังสือหรือสิ่งอื่นที่ได้ถอดถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของจำเลยทั้งสอง อันเกี่ยวกับหมิ่นประมาทติดมาท้ายฟ้องด้วยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5)ตอนท้ายจึงต้องพิจารณาเฉพาะที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องเท่านั้นจึง ซึ่ง เมื่อพิจารณาจากเอกสารหมายจ9 เป็นเพียงภาพจำเลยทั้งสองส่วนเอกสารหมายจอ 10 เป็นภาพจำเลยที่สองถือเอกสารฉบับหนึ่งและเอกสารหมายจอ 11 เป็นภาพสัญญากู้ยืมเงินแต่เอกสารหมายจอเก้าถึง 11 ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์เป็นหนี้ 2,000,000 และข้อความว่าโจทก์เป็นหนี้แล้วไม่จ่ายดังที่อ้างในฟ้อง
เมื่อพิเคราะห์จากคลิปเอกสารหมายวอจอหนึ่งมีใจความว่าจำเลยที่สองเป็นคู่กรณีพิพาทกับโจทก์ส่วนจำเลยที่หนึ่งเป็นทนายจำเลยที่สองจำเลยทั้งสองเดินทางไปสน. ทองหล่อเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมร่วมกันให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆในการที่จำเลยที่สองให้โจทก์กู้ยืมเงิน อาทิการที่โจทก์ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่สองจำนวน แท้จริงตามสัญญากู้ยืมเงินเช็คออกเพื่อชำระหนี้อัตราดอกเบี้ยการลงลายมือชื่อในสัญญาเป็นต้นถ้อยคำของจำเลยทั้งสองจะผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาจากวิญญูชนทั่วไปมิไม่ใช่อาศัยแต่เพียงความรู้สึกของโจทก์เท่านั้นถ้อยคำของจำเลยทั้งสองถึงขั้นทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ทั้งการที่จำเลยทั้งสองให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวดังกล่าวมีลักษณะการให้สัมภาษณ์โต้ตอบการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายโจทก์ที่โจทก์และทนายโจทก์ได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้ซื้อข่าวไปก่อนหน้าแล้วจึงมีสัลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียของตนตามครองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329
-ส่วนความผิดตามพรบทวงถามหนี้พ. ศ. 2558 มาตรา 11 วงเล็บสามนั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาได้ความเพียงว่าจำเลยที่สองเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่สองเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของลูกหนี้รายอื่นๆอีกและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่สองเป็นผู้ให้สินเชื่อหรือประกอบธุรกิจตามกฏหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคหรือเจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินเป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้โดยจำเลยที่สองประกอบอาชีพเป็นนักแสดงนางแบบและครูสอนเดินแบบดังนั้นจำเลยที่สองจึงมิใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามพทวงถามหนี้พ. ศ. 2558 มาตราสามและความผิดตามมาตรา 11 วงเล็บสามแห่งพรบดังกล่าว ผู้กระทำจะต้องอยู่ในฐานะผู้ทวงถามหนี้ดังนั้นแม้การที่จำเลยที่สองให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวจึงทำให้ปรากฏชื่อของโจทก์ว่าเป็นลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่สองในสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่สองแสดงต่อผู้สื่อข่าวก็ตามการกระทำของจำเลยที่สองย่อมไม่อาจเป็นความผิดตามพรบทวงถามหนี้


