กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบสถานประกอบการรวม 1,005 แห่ง ประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมัน 538 แห่ง ตลาด 97 แห่ง ห้างค้าส่งค้าปลีก 126 แห่ง และร้านจำหน่ายปุ๋ย 244 แห่ง ผลการตรวจสอบพบว่า ภาพรวมสินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ไม่พบการกักตุนหรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า โดยราคาสินค้ายังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับต้นทุน
ในช่วงวันที่ 5–18 มีนาคม 2569 พบการกระทำความผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 5 ราย ในหลายพื้นที่ เช่น ชุมพร สระแก้ว สกลนคร อุบลราชธานี และเชียงราย โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
ขณะที่ราคาสินค้าอาหารสดเช่น ไข่ไก่ ผักบางชนิด ปรับขึ้นตามฤดูกาล เนื่องจากเข้าสู่ช่วงอากาศร้อน แต่ยังไม่พบการปรับราคาที่ผิดปกติหรือเกินกว่าต้นทุนที่แท้จริง กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่าจะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด พร้อมเปิดช่องทางร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่หลายราย ได้ทยอยส่งหนังสือแจ้งไปยังคู่ค้า ตัวแทนจำหน่าย และผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อแจ้งสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยภาพรวมสะท้อนแนวโน้มเดียวกันว่า ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การขนส่งระหว่างประเทศมีความเสี่ยงล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้น อาจกระทบต่อปริมาณสินค้าและระยะเวลาการส่งมอบในระยะถัดไป อีกทั้งยังไม่สามารถประเมินระยะเวลาของสถานการณ์ได้ชัดเจน
ทั้งนี้ ผู้ผลิตบางรายประเมินว่า ผลกระทบจากต้นทุนและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น อาจเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นทุนสะสมเริ่มส่งผ่านมายังราคาสินค้าและการจัดส่งในระบบ อาทิ
- F&N Dairies (Thailand) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม แจ้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มสต็อกวัตถุดิบและบริหารความเสี่ยงด้านขนส่ง เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้า
- บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแบรนด์ระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบปริมาณสินค้าและระยะเวลาการจัดส่ง
- Unilever Thailand ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ แชมพู และผงซักฟอก ชี้ว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และประเมินว่าผลกระทบจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 พร้อมแนะนำคู่ค้าให้บริหารสต็อกสินค้า
- Nestlé (Thai) ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กาแฟและผลิตภัณฑ์นมระบุว่า ความผันผวนของราคาพลังงานกระทบวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ อาจส่งผลต่อการผลิตและการส่งมอบสินค้า
- BJC (Berli Jucker) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและบรรจุภัณฑ์ เตือนถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบ รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในระยะต่อไป
ล่าสุด กรมการค้าภายในได้เรียกผู้ผลิตสินค้าอุปโภครายสำคัญเข้าหารือเป็นการด่วน เพื่อรับฟังสถานการณ์และชี้แจงแนวทางดำเนินการ โดยผู้ผลิตทุกรายยืนยันว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงนี้ ขณะที่หนังสือแจ้งเตือนที่ส่งถึงผู้ค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เตรียมปรับตัวล่วงหน้ารับสถานการณ์ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับให้สินค้าที่อยู่ในสต๊อกเดิมยังต้องตรึงราคา และหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องปรับราคา จากต้นทุนวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขออนุญาต โดยกรมการค้าภายในจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน


