นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ที่ร่วมลงพื้นที่ร่วมกองกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 เข้าสำรวจสภาพความเสียหายของโบราณสถานปราสาทตาควาย และปราสาทคะนา จังหวัดสุรินทร์ เบื้องต้นพบว่ามีความเสียหายอย่างหนัก แต่สามารถดำเนินการบูรณะให้กลับมาคงความงดงามดังเดิมได้
ทั้งนี้ ภายหลังติดตามภาพรวมของการลงพื้นที่ดังกล่าว จึงได้นัดประชุมคณะกรรมการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อหารือถึงแนวทางการกำหนดกรอบการทำงานในวันที่ 30 มกราคม โดยต้องวางแผนในการลงพื้นที่สำรวจโดยละเอียดเพื่อเตรียมการด้านการขุดแต่งเพื่อหลักฐานทางโบราณคดีใต้ฐานราก โดยต้องทำการค้ำยันโบราณสถานเพื่อป้องกันการพังทลาย พร้อมประสานฝ่ายความมั่นคงในการเปิดเส้นทางไปจนถึงตัวปราสาทลำเลียงซากหินที่พังถล่มออกมาตรวจสอบสภาพ มีขั้นตอนการขุดแต่งบริเวณโดยรอบ เมื่อได้ผลการสำรวจพื้นที่โดยรวมทั้งหมดจะนำมาออกแบบเตรียมแผนการบูรณะ
นายพนมบุตร กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการต้องใช้ระยะเวลา และเป็นไปตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถานของกรมศิลปากร ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำข้อสั่งการของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจปราสาทและโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด เพื่อจัดแผนบูรณะไปพร้อมๆ กัน และจากการสำรวจ โบราณสถานในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เบื้องต้นพบความเสียหายประมาณ 30 แห่ง ถือเป็นการสำรวจปราหินที่อยู่บริเวณชายแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ จะนำไปสู่การจัดแผนการบูรณะอย่างเป็นรูปธรรม หากพื้นที่ใดยังไม่ขึ้นทะเบียนก็จะดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ และเมื่อได้รับคำยืนยันด้านความปลอดภัยจากฝ่ายความมั่นคง ก็จะเข้าไปบูรณะซ่อมแซมในจุดที่มีความพร้อมก่อน ยืนยันว่า การบูรณะสามารถดำเนินการให้กลับมางดงามคงความเป็นโบราณสถานคู่แผ่นดินไทยอย่างภาคภูมิ


