"เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดใจในเวทีสัมมนาผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2569 ชำแหละโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาเครื่องยนต์เดียวมานานเกินไป พร้อมประกาศเดินหน้าปฏิรูป 3 เสาหลัก ทั้งพลังงาน สังคมสูงวัย และทักษะแรงงาน พร้อมเตือนสองปัจจัยเสี่ยงคือเงินเฟ้อและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจฉุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้สะดุด พร้อมเร่งเปิดเผยผลการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่ได้อัปเดตมานานกว่า 5 ปี พร้อมยืนยันจะคืนสิทธิให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกแอบอ้างชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว และเตรียมมาตรการเพิ่มทักษะให้ผู้ถือบัตรวัยทำงานกว่า 5 ล้านคน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หัวข้อ "ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ" ว่า หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินลำหนึ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเครื่องบินลำนี้บินเอียงมาโดยตลอด เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เพียงตัวเดียวคือภาคการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุด ไทยก็ทรุดตาม ขณะที่พื้นฐานภายในประเทศทั้งการลงทุนและการบริโภคยังอ่อนแรงต่อเนื่อง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐกลับผลักดันให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
"หัวใจสำคัญของผมในเวลานี้คือการสร้างสมดุลให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ด้วยการผลักดันทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐไปพร้อมกัน" นายเอกนิติกล่าว พร้อมระบุว่าตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ได้พยายามผลักดันให้การลงทุนเป็นหัวหอกของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และผลลัพธ์ที่ปรากฏในวันนี้คือตัวเลขการขยายตัวที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกมิติ โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวราว 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่การลงทุนภาครัฐทั้งหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจตั้งเป้าขยายตัว 9.4% ซึ่งการเติบโตที่มาจากการลงทุนย่อมมีความยั่งยืนมากกว่าการเติบโตที่พึ่งพาการบริโภคซึ่งใช้แล้วหมดไป
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติเตือนว่ายังมีสัญญาณอันตราย 2 ประการที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คืออัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้ดีก็ต่อเมื่อมี "น้ำมันหล่อลื่น" ที่มีคุณภาพ ซึ่งหมายถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และตัวชี้วัดเสถียรภาพที่สำคัญที่สุดคืออัตราเงินเฟ้อ โดยหลังจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ ไตรมาสที่สองกลับพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 2.7% จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ลุกลามโดยไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เครื่องยนต์เศรษฐกิจอาจถึงขั้น "น็อก" ได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินราว 6 แสนล้านบาท
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้แต่ละประเทศต้องรวมกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกันมากขึ้น การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จึงกลายเป็นเครื่องมือจำเป็นที่ไทยต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กลับซ่อนโอกาสสำคัญไว้ นั่นคือการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาประเทศปลอดภัยสำหรับขยายการลงทุน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางนั้น สะท้อนจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่ายินดีกว่านั้นคือกลุ่มทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไทยจำเป็นต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เพื่อผลักดันตัวเองเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก
"นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ผมจึงได้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องโควตา ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาพลังงานสะอาดของไทยให้เร็วขึ้น สอดรับกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป และยังรองรับกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลที่กำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น" นายเอกนิติกล่าว พร้อมระบุว่า อีกโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือการยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งในอดีตเคยขยายตัวได้ถึง 5-7% ต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2.7% เท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป อัตราการเกิดลดต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุกลับเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการมี 3 ประการคือ การยกระดับทักษะคนไทยให้เก่งขึ้น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้นานขึ้น และการดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น โดยมีเป้าหมายผลักดันศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวที่ระดับ 3%++ ให้ได้
สำหรับแนวทางการปฏิรูปทั้ง 3 ด้าน นายเอกนิติระบุว่า ประการแรกคือการปฏิรูปเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างโปร่งใส ประการที่สองคือการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงอายุ และประการที่สามคือการปฏิรูปทักษะแรงงานไทย ผ่านโครงการ Skill Bridge ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในกระบวนการส่งเสริมการลงทุน รัฐบาลได้เน้นย้ำการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอควบคู่กับการใช้วัตถุดิบในประเทศ พร้อมปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนสูง รวมถึงเร่งกระจายความเจริญและบุคลากรที่มีศักยภาพสู่ต่างจังหวัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้
"ภายใต้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ภาคเอกชนจะทำหน้าที่เป็นกองหน้า ส่วนรัฐบาลจะเป็นกองกลางที่คอยส่งบอลให้เอกชนทำประตู ทั้งในเรื่องนโยบายการคลัง การส่งเสริมการค้า การยกระดับทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ปรับโครงสร้างการผลิต วางโครงข่ายรองรับทางสังคม ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยผ่านมาตรการไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่แนวรับหลังคือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนทั่วโลก ผมเข้าใจดีว่าการก้าวขึ้นเป็นแชมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย นักกีฬาทุกคนต้องทุ่มเทและทำงานหนัก แต่ผมเชื่อว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย" นายเอกนิติกล่าว
ขณะเดียวกัน นายเอกนิติยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาการลงทะเบียนและการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมานานกว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริงสามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยผลจากการคัดกรองรอบนี้สามารถดึงผู้มีสิทธิรายใหม่เข้าระบบได้ถึง 2.3 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เคยมีสิทธิแต่หลุดออกจากระบบ หรือผู้ที่อาจไม่ได้รับสิทธิในรอบนี้ รมว.คลังชี้ว่าต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ฐานข้อมูลภาครัฐบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการอัปเดตอย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ข้อดีของการคัดกรองรอบนี้ยังช่วยให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว ได้รับทราบความจริงและสามารถดำเนินการแก้ไขได้
"ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล ทั้งในส่วนของการถือครองทรัพย์สินของผู้ขอรับสิทธิและองค์ประกอบอื่นๆ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง หากไม่มีการสำรวจข้อมูลใหม่ในครั้งนี้ เราก็จะไม่มีวันทราบว่าสถานะข้อมูลที่แท้จริงของประเทศเป็นอย่างไร และจะไม่มีการแก้ไขเกิดขึ้น ผู้ที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทอาจมีจำนวนมากกว่าที่ปรากฏ ซึ่งผมเห็นว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความจำนวนไม่น้อย หากพิสูจน์ได้ว่าถูกหลอกจริง เราจะต้องเข้าไปช่วยเหลือและคืนสิทธิให้อย่างเต็มที่" นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้นายเอกนิติกล่าวเสริมว่า การสำรวจผู้มีสิทธิใหม่ในครั้งนี้ยังเผยข้อมูลสำคัญว่า จากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมดกว่า 9 ล้านคน มีสัดส่วนผู้อยู่ในวัยทำงานระหว่าง 20-60 ปี มากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะการปล่อยให้กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ต้องพึ่งพาสวัสดิการต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องนำข้อมูลชุดนี้ไปออกแบบมาตรการจัดหางานและเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วยตนเองในระยะยาว
"หลังการสำรวจและลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้ ไม่ว่าจำนวนผู้มีสิทธิจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการจัดสรรงบประมาณแต่อย่างใด เพราะเป้าหมายของเราคือการช่วยเหลือผู้ที่ยากลำบากอย่างแท้จริงให้ตรงกลุ่มตรงจุดมากที่สุด หากพิจารณาจากงบประมาณที่ใช้ในแต่ละปีซึ่งอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไม่ให้ความช่วยเหลือ เพราะยังมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มอื่นๆ อีกมาก ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ และสวัสดิการอื่นๆ เนื่องจากรัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง" นายเอกนิติกล่าวสรุปทิ้งท้าย


