วันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL วาระที่สำคัญคือ การนำ 3 บริษัทย่อย ไปรวมอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ CP
แผนการดึง 3 บริษัทย่อยของ CPALL ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT โอนย้ายรวมเข้าไปอยู่ในกลุ่ม CP ถูกกรรมการ CPALL ที่ไม่มีส่วนได้เสียแสดงความไม่เห็นด้วยหรือคัดค้าน สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ
เพราะ 3 บริษัทย่อยของ CPALL มีบทบาทสำคัญและเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของบริษัท ฯ อย่างใกล้ชิด โดยเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ และสนับสนุนการเติบโตของร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งหากถูกนำรวมเข้าอยู่ในกลุ่ม CP อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านความคล่องตัว ความซับซ้อนด้านกฎเกณฑ์ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน
และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความโปร่งใส ความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคมนี้ จึงเป็นการชี้ชะตาว่า แผนการดึง 3 บริษัทย่อยของ CPALL เข้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของ CP จะสำเร็จหรือไม่ เพราะจะต้องใช้มติของผู้ถือหุ้นเสียง 3 ใน 4 จากผู้ถือหุ้นที่ร่วมประชุมเพื่ออนุมัติ โดยไม่รวม CP ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 35.9% ของทุนจดทะเบียน เพราะเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน CP จึงไม่มีสิทธิออกเสียง
ผู้ถือหุ้นรายย่อย CPALL มีจำนวนทั้งสิ้น 118,408 ราย ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วน 63.94% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะล้มแผนการโยก 3 บริษัทย่อยเข้าไปรวมในกลุ่ม CP หรือไม่
การนำ 3 บริษัทย่อยของ CPALL เข้าไปรวมในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของกลุ่ม CP ทำให้เกิดความกังวลในผลกระทบที่ตามมา เพราะถ้าธุรกิจธนาคารไร้สาขาของ CP ไม่สามารถสร้างผลประกอบการที่ดีได้ อาจส่งผลต่อผลประกอบการของ CPALL
และยังมีความกังวลในปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเคยเกิดธุรกรรมการนำเงินของบริษัทจดทะเบียนจำนวนหลายพันล้านบาทของกลุ่ม CP ไปลงทุนในโครงการของทายาทกลุ่ม CP มาแล้ว จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเกรงกันว่าอาจเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นอีก เมื่อบริษัทย่อยของ CPALL ถูกรวบไปรวมกับบริษัทลูกของ CP
เพราะไม่อาจคาดหมายว่าธุรกิจ Virtual Bank ของ CP จะได้ผลหรือไม่ ใช้เวลากี่ปีจึงเริ่มมีกำไร และหากผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง จะมีการนำเงินบริษัทในกลุ่ม CPALL ที่ถูกรวบไปรวม เข้าสนับสนุน Virtual Bank หรือไม่
กรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสีย และคณะกรรมการตรวจสอบ CPALL ได้แสดงจุดยืน นำร่องไปแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการดึง 3 บริษัทย่อยเข้ารวมกับกลุ่มธุรกิจธนาคารของ CP เพราะอาจกระทบต่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นบริษัท
วันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ผู้ถือหุ้นรายย่อย CPALL จำนวนทั้งสิ้น 118,408 ราย เป็นผู้ตัดสินว่า แผนการรวบ 3 บริษัทย่อยไปรวมกับบริษัทกลุ่ม CP จะได้ไปต่อหรือปิดฉากลง
โดยผู้ถือหุ้น CPALL ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงการอุ้มธุรกิจ Virtual Bank
ถ้าผู้ถือหุ้นล้มแผนดึง 3 บริษัทลูกไปรวมกับกลุ่ม CP CPALL ก็ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับ Virtual Bank ที่ไม่อาจคาดหมายว่าธุรกิจจะดีหรือร้าย


