UMI โชว์ผลงานไตรมาสแรกแข็งแกร่ง กำไรพุ่งแตะ 307 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนฐานะการเงินแกร่งหลังลดหนี้สำเร็จ เดินหน้าสินค้า High Value-Added หนุนการเติบโต
นางสาวรติรัตน์ เหล่าวิวัฒน์วงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI เปิดเผยว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งรายได้ กำไร และฐานะการเงิน สะท้อนผลสำเร็จจากกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Product) การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างทางการเงินที่ชัดเจน
สำหรับผลการดำเนินงานงบการเงินรวม ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 29% จาก 25% ในปีก่อน สะท้อนการบริหาร Product Mix และต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ภาวะต้นทุนพลังงานโลกยังผันผวน ด้านกำไรจากการดำเนินงานเติบโตอย่างโดดเด่น โดยงบการเงินรวมมีกำไรจากการดำเนินงาน 47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 224% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 295 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทย่อย และการรับรู้กำไรจากการปลดภาระหนี้จำนวน 431 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ฐานะทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้สินรวมลดลงกว่า 403 ล้านบาท เหลือ 980 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 2,073 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแรงทางการเงินและศักยภาพในการเติบโตระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทสามารถบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าคงเหลือลดลง เงินสดเพิ่มขึ้น และลูกหนี้การค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ สะท้อนคุณภาพทางการเงินที่แข็งแรง บริษัทมองว่าแนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ถึงแม้ยังคงมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและบริษัทยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่และเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของ UMI และตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการแข่งขันของบริษัทในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทย


